เรื่องนี้เป็นบทความที่ คุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล
เขียนไว้ในคอลัมน์ ค.คน ค้นธรรม ของนิตยสาร ค.คน ฉบับที่ 32 (ที่ได้มาฟรีจากงาน thailand birds fair 2009)
อ่านแล้วชอบใจมากเลย จึงอยากจะขอหยิบยกขึ้นมาลงไว้ในนี้ และขออนุญาติมา ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ
******************
บุตรธิดาแห่งดวงดาว
เราเดินทางมาแสนไกล จากเปลวไฟแห่งมหาอัคนี สู่มหาเมฆดำดำบรรพ์ แปรผันเป็นวงจักรแห่งดารา อันคลี่คลายเป็นสมุทรพสุธาใต้ห่าฝนและแถบรุ้ง
ใช่...เธอเดินทางมาแสนนานกว่าจะเกิดเป็นเผ่าพันธุ์ เธอคือถ่านเถ้ารอุอุ่นจากปลายยอดแห่งขุนเขา คลุกเคล้าด้วยเกล็ดหิมะในราตรีและน้ำค้างแห่งรุ่งอรุณคือดินน้ำไฟลมอันผสมกลมกลืน จากภูผา ทุ่งธาร และอากาศสกล
ย้อนย้ำที่สุดแล้วเธอคือส่วนเสี้ยวของดวงดาวที่มิได้เปลี่ยนรูปโดยอุบัติเหตุหากเป็นผลแห่งอุบัติการณ์ แท้จรองเธอคือจิตวิญญาณอันเอกภพแสดงตน
หรือหลงลืมข้อนี้ไป เธอจึงหลงใหลในสมมติ หลับสนิทต่อสัจจะแต่ตื่นเต้นต่อมายา ปล่อยชีวิตแสนสั้นอยู่ในเวทนา วิตก วิวาท และวิจารณ์
บ้างคิดแต่ครองผิวพื้นของเปลือกโลก แหล่งพิงพึ่งแห่งสรรพสัตว์ ดัดแปลงเทือกบรรพตและทุ่งหญ้าให้เป็นเพียงสนามมาร ณ ที่นั้น เธอขยีบไล่ปัญญาญาณ เพื่อเปิดที่ให้อวิชชา ธรรมชาติถูกลบล้างเพื่อเปิดทางให้ตัณหา หนึ่งรุ่งโรจน์ร้อยล่วงลับและไม่อาจกู้กลับคืน
บ้างคิดครอบงำผู้คน ชอบประกาศตยด้วยแรงริษยา ชอบชี้ผิดถูกตีราคา ใครแตกต่างถูกตราหน้า ราวมติจากฟ้าดิน ไม่ทราบเธอเลิกฟังผู้อื่นแต่เมื่อใดหรือเคยถูกผลักไสโดยมารดา ชีวิตจึงทำเป็นแค่แช่งด่าเพื่อแทนค่าที่ขาดแคลน
นอกจากนี้มีคนไม่น้อยคอยรัก หวงแหนแตกหักทุกแห่งหน ทุกสรรพสิ่งล้วนยึดถือเป็นของตน ไม่เว้นแม้แต่คนบูชา เธอไม่รู้ว่าในโลกหาได้มีกรรมสิทธิ์ ความใกล้ชิดเป็นคลื่นใจ เป็นบางอย่างที่รู้สึกได้ แต่มิใช่ฐานันดร
ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ บางทีเธออาจทบทวนหวนนึกจากเบื้องลึก "ทรงจำ"ชีวิตไม่จำเป็นต้องบอบช้ำ เพียงเพราะความจำที่พร่าเลือน
ใช่หรือไม่ว่า...
ในวัยเยาว์ เธอไม่ได้นึกถึงวันวาน ไม่วิเคราะห์ตีความ หากแตะโลกด้วยหัวใจ เธอมิโกรธเกินข้ามคืน ไม่อยากเติบใหญ่เป็นผู้อื่น และยิ่งไม่ห่างปัจจุบัน
บางครั้งเธออาจสมมติตนเป็นสรรพสิ่ง เป็นทั้งลิงทั้งค่าง กระทั่งอวดอ้างอภิญญา แต่เมื่อการละเล่นเลิกราเธอก็รู้ว่าสมมติกัน
ตรงกันข้ามกับยามนี้ เธออยากเป็นทุกอย่างที่ไม่ใช่ตัวเธอ สุดท้ายจึงพลัดพรากกับตัวเอง บนเส้นทางสายสมมติเธอกลายเป็นทุกอย่างเว้นเป็นจริง
ทั้งหมดเป็นเพราะลืมแหล่งที่มา...ลืมไปว่าชีวิตแสนสั้นนั้นมาจากการเดินทางแสนนาน เธอมิเพียงสืบทอดมวลธาตุแห่งจักรวาล หากยังสืบต่อปรีชาญาณแห่งอภิจิตซึ่งสถิตอยู่ในองค์รวม
แน่ล่ะ เธอจักอยู่ในรูปนี้ชั่วพริบตา ดังสายฟ้ากลางพายุ เจิดจ้าแล้วลับหาย สู่เวิ้งฟ้ามารดาเดิม เธอมาจากเปลวเพลิงดึกดำบรรพ์ และไม่ว่าสมมติตนเป็นสิ่งใด วันหนึ่งเปลวไฟที่ไหม้ลามร่างจักพาเธอคืนสู่เหย้าแสงตะวัน
เช่นนั้นหน อิสรภาพของเธอดำรงอยู่ ณ แห่งใด หากมิใช่ดวงตาที่เฝ้าดูนาฏกรรมแห่งตัวตน เธอคือเธอแต่เธอมิใช่เธอ เธอคือเธอเพื่อเธอจะได้เห็นธรรม นี่คือรหัสไขความลับแห่งทิพยลีลา
ด้วยสายตาสงบนิ่งที่ไม่ตัดสินหรือตีความ ไม่ผูกติดกับนิยามหรือนิยม เธอจักใช้ดวงตานี้นำทางดั่งสายฟ้าส่องสว่างตัดราตรี
แล้วเธอจักได้เรียนรู้ภาษาที่ไร้ถ้อยคำ ได้ยินวิเวกอันกังวานซึ่งขับขานเพลงแห่งฟ้า เธอจักได้ยินเสียงทักทายของนกกา ยินคำเจรจาของพฤกษ์ไพร เธออาจมีมิตรเป็นก้อนหิน มีเนินดินเป็นเพื่อนบ้าน ถือทะเลเป็นวิหาร เห็นขุนเขาเป็นบรรพชน
เธอจักเป็นดั่งปุยเมฆเริงระบำ แม้ยามเมฆเป็นสีดำ เธอจักลืใซ่งหมอกสีขาว เธอเป็นทุกอย่างแต่ไม่เป็นสักอย่าง นอกจากเวิ้งฟ้ากว้างที่รองรับวาตกรรม
ไอแดดเผาใจเธอไม่ได้ ละอองฝนไม่อาจทำให้ใจของเธอเปียกชื้น เพราะเธอคือแสงแดด เพราะเธอคือสายฝน เธอคือเกลียวคลื่น เธอคือสายลม...
ด้วยเหตุฉะนั้น เธอจึงมีร่มเงาแห่งสวรรค์ไว้คุ้มกันทุกผองภัย
เธอจักตื่นตระหนักในทิวาและตื่นรู้ในราตรี ผ่านความมืดและแสงสีอย่างเงียบนิ่งดั่งเงาจันทร์ในฤดูกาลแห่งชีวิตเธอจะพิชิร้อนหนาวในทุกข์เทวษรวดร้าว เธอจักเห็นอนัตตา ท่ามกลางโลกที่เศร้าสลด เธอจะปรากฏด้วยกรุณา แค่โลกที่ล้นด้วยปราถนา เธอจากมาไม่อาลัย
ด้วยดวงจิตอันแจ่มบรรเจิด ดังผู้ให้กำเนิดเฝ้าดูการแสดงของบุตรธิดา เธอจักอาศัยดวงจิตนี้ค้นหา...ซึ่งความจริงที่หายไป
ดั่งเสียงขลุ่ยคืนกลับเวฬุวนา ดังฝูงปลาทวนกระแสสู่ต้นน้ำ เธอจักกลับถึงบ้านเกิดที่จากมานานเพื่อสืบสานอโศกพิสัย
ดั่งเมล็ดพันธุ์แทงยอดและผลิใบปรากฏผ่านธุลีดิน
ดั่งบัวบานในหนองคล้ำ สลัดพ้นจากหล่มโคลน เธอเติบใหญ่เหนือตัวตน...เธอเติบโตเหนือตัวเอง
ใช่...เธอเดินทางมาแสนไกล จากเปลวไฟแห่งมหาอัคนี สู่มหาเมฆดำดำบรรพ์ แปรผันเป็นวงจักรแห่งดารา อันคลี่คลายเป็นสมุทรพสุธาใต้ห่าฝนและแถบรุ้ง
เธอเดินทางมาแสนนานกว่าจะเกิดเป็นเผ่าพันธุ์ เธอคือถ่านเถ้ารอุอุ่นจากปลายยอดแห่งขุนเขา คลุกเคล้าด้วยเกล็ดหิมะในราตรีและน้ำค้างแห่งรุ่งอรุณคือดินน้ำไฟลมอันผสมกลมกลืน จากภูผา ทุ่งธาร และอากาศสกล
เธอคือส่วนเสี้ยวของดวงดาว ที่มิได้เปลี่ยนรูปโดยอุบัติเหตุหากเป็นผลแห่งอุบัติการณ์...
แท้จริงเธอคือจิตวิญญาณอันเอกภพแสดงตน
***********************************
จบค่ะ อาจจะดูยาวไปหน่อย
แต่เรื่องราวหากได้อ่านดีๆ มันก็มีดีบ้างเหมือนกัน
อย่าเพิ่งมองที่ตัวตนของคนเขียน แต่จงอ่านสิ่งที่เขาเขียน
แล้วบางทีเราอาจจะได้อะไรใหม่ๆดีๆกับตัวเอง...
ขอบคุณค่ะ
๑ ธันวาคม ๒๕๕๒
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น