๒๕ มีนาคม ๒๕๕๒

บ้านเค้าแคระ ตอนที่ 2

ได้เล่าเรื่องบ้านเค้าแคระแบบ กระท่อนกระแท่นไปแล้วเมื่อวาน
ดูเหมือนไม่ได้สาระอะไรเกี่ยวกะเค้าแคระเลย

อืม

ลองใหม่ เล่าอีกทีให้ชัดเจน
บ้านเค้าแคระ ที่จริงคือชื่อสมมุติ เป็นบ้านที่ไม่มีอยู่จริง
เหมือนกับบ้านกริฟฟินดอร์ ในแฮรี่พอตเตอร์
ยังไงยังงั้น บ้านเค้าแคระ เป็นที่รวมของเหล่าสมาชิก
แบบสมัครเล่นของบ้านนกฮูก



มีลักษณะภายนอกเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น
มีชั้นบน มีชั้นล่าง มีหน้าแต่ไม่มีหลังบ้าน
บ้านเช่าที่สมัยหนึ่งเจ้าของ สร้างไว้ให้พวกเจ้าหน้าที่ป่าไม้
มาเช่าอาศัย นับโดยอายุเจ้าของที่เป็นอาม่า แล้ว
บ้านหลังนี้ก็น่าจะมีอายุมากกว่า 20 ปี
คงผ่านเจ้าของมาหลายชุด
กว่าจะมาถึงมือเราในวันนี้




............................................

แต่นั่นไม่ได้สำคัญเท่าไหร่นัก
ไม่ว่าบ้านจะนาน หรือไม่สิ่งสำคัญคือ บรรยากาศ
เราพยายามจะเรียก ที่อยู่ตอนนี้ว่าบ้าน
มันก็ต้องสร้างบรรยากาศ ให้ดูรู้สึกว่าบ้าน
อะไรมั่งล่ะ เป็นต้นว่า มีกิจกรรมร่วมกัน
อย่างกินข้าว ดูทีวี
แต่บางทีด้วยชีวิตชาวโสด มันก็ต้องการเวลานอก
แต่ด้วยลักษณะของสังคม เขาก็ต้องการของเราเหมือนกัน

ก็ให้ได้เท่าที่จะให้ พยายามทำให้ทุกวัน ดีแล้ว
อืม ไม่มีอะไรสมบูรณ์ที่สุด
แต่เมื่อคิดว่าทำดีที่สุดแล้ว ก็โอเคนะสำหรับเรา

..............................................

แล้วเรื่องราวบ้านเค้าแคระ ก็ดำเนินมาเรื่อยๆ
มร ออกไปในเดือนแรก
ไปทำงานที่ห้วยขาแข้ง
และมีคนมาพักผ่อน ที่บ้านเราหลายคน
คนที่มาบ่อยสุดเห็นทีจะเป็นพี่ต่อ แฟนพี่ส้ม
อันนี้ก็เป็นสีสัน ความแปลกใหม่อีกเรื่องหนึ่งของบ้านเรา

เอาเป็นว่า บ้านเค้าแคระก็เป็นสุขดี
และในอนาคต จะไปอยู่ที่ไหน ก็ได้ไม่จริงจัง

แต่หวังเหมือนกันว่าจะได้บินกลับรัง ของเราจริงๆ
ในเวลาอันใกล้

..............................................

จบไม่ค่อยเท่ห์เท่าไหร่ แต่คิดไม่ออก แค่นี้ละกัน

๒๔ มีนาคม ๒๕๕๒

บ้านเค้าแคระ

มีโครงการจะเขียนเรื่อง "บ้าน" นานแล้ว แต่จนวันนี้ก็ยังไม่ได้ลงมือเขียนเสียที
วันนี้นึกครึ้มใจ อืมเขียนถึงเสียหน่อย ด้วยว่าโอกาสและอารมณ์มันพอเหมาะกัน
บ้านหลังนี้ ชื่อ "บ้านเค้าแคระ" เป็นบ้านหลังที่เท่าไหร่ไม่รู้แล้วในชีวิตนี้
ที่จริงจะว่าไปแล้ว ก็ไม่เคยมีบ้านกะเขาหรอกในชีวิตนี้
และไม่คิดจะมีกะเขาด้วยสิ ช่างมันเรื่องนี้

ทำงานแลกที่อยู่ อาหาร มันเป็นธรรมดาของชีวิต
หลังจากเรียนจบมาทำงานที่นครสวรรค์
อืม สำนักงานมรดกโลกทางธรรมชาติฯ
หน้าตาเป็นแบบนี้



ห้องเล็กๆที่อยู่ทางขวามือสุด
เป็นห้องกระจกที่อยู่ข้างนอก มีลักษณะเป็นห้องประชุม
ในนั้นเป็นห้องทำงาน ที่เราเรียกว่า อ๊อฟฟิศ
มีคนอยู่ทั้งหมด 3 คนทำงานจุกจิกๆๆ อยู่ทั้งวัน
...................................

เช้ามาทำงาน
เย็นกลับบ้าน

วันหนึ่งขากลับ
เดินไปถ่ายรูปไป พลันก็รู้สึกว่า
โตแล้วหรือเรา
อืมดูจากรูปถ่าย ก็คงจะใช่



ทำไมล่ะ ???
คงเพราะเราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น
ทั้งดีและไม่ดี ที่ไม่ดีคงเพราะไม่ดีต่อตัวเอง หรือตัวเองไม่ดีต่อคนอื่น
มันมีหลายเรื่องของชีวิต

อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่าจะต้องเอามาบันทึกไว้
แต่เพราะว่าเกี่ยวกับเรื่องบ้านเค้าแคระ
มันเลยต้องเอาเกี่ยวด้วย

บ้านเค้าแคระ ก็คือบ้านเช่า เรือนไม้ 2 ชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้
มันเป็นชื่อที่ตั้งจากสมาชิกบ้านนกฮูก เพราะว่าสมาชิกบ้านเค้าแคระ
นี่แคระสมตัวจริงๆ
สมาชิกยุคบุกเบิกในตอนนั้น ก็ได้แก่
พี่ส้ม หนุ่น เมยลี่ หรือมร และตัวเราเอง




สภาพหน้าบ้าน เป็นฝุ่นเพราะมีการสร้างถนนใกล้ๆ
มีต้นมะม่วง 2 ต้น 2 พันธุ์ คือพันธุ์ ทวาย (ใช่หรือเปล่าไม่รู้) ต้นเล็กๆหน้าบ้าน
และมะม่วงสามฤดู

...............................................

เจ้าดอกประดู่

หลังจากที่ทำงานอุดอู้ในห้องแคบมาทั้งวัน
มีโอกาสเดินออกไปยืดขา ด้วยเพราะทนความปวดฉี่ไม่ไหว
เดินไปมองพื้น มองต้นไม่ไป
พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเจ้าดอกไม้สีเหลือง
หล่นเกลื่อนเต็มพื้น หยุดเดินแล้วแหงนมอง

นั่นเธอหรือนี่ "เจ้าดอกประดู่" เพื่อนยาก (ยากที่แปลว่าหาได้ยาก)
เพื่อนเก่าที่รัก และยังคิดถึงตลอดเวลา

...........................................

ย้อนกลับไปเมื่อวันนี้ของอาทิตย์ก่อน
เดินมาทำงานที่ห้องสี่เหลี่ยมหลังเดิมพลันก็มองเห็น
ดอกสีเหลืองอร่ามเต็มต้น อันสูงใหญ่ ด้วยความรีบเร่ง คว้าเอากล้อง
ตัวเล็กๆ ออกมาถ่ายความสวยงามที่ต้องจ้องดูนานๆ



ภาพอาจดูเหมือนมองไกลๆ และไม่ค่อยชัดเจนนัก
อันนี้มันลักษณะเด่นของเธออยู่แล้ว
ดอกช่อแบบถั่ว สีเหลือง เล็กๆๆๆๆๆๆ มาก
เมื่อมองจากไกลๆ เห็นเป็นปื้นๆ สีเหลืองๆ

ฉันแอบหลงรักและนึกนิยม ในตัวเธอมานาน
จำได้ว่าช่วงเวลาประมาณนี้ของปีที่แล้วก็ได้เคยกล่าวถึง
ความน่ารัก น่าเสน่หาของเธอ

เหตุที่เรียกเข้าประดู่ดอกว่าเธอ ก็เพราะอยากให้เกียรติ
ในฐานนะผู้สูงส่งของพัฒนาการ
ถามว่าอย่างไรนะหรือ

ก็เพราะเจ้าประดู่ นานๆทีจะมีดอก ออกช่อให้เราเห็นสักครา
แล้วเมื่ออกดอกแล้วโดยทั่วบริเวณจะมีกลิ่นหอม
เหมือนกลิ่นน้ำผึ้งป่าหอมอบอวลตลอดเวลา มันให้ความรู้สึก
ถึงธรรมชาติ ถึงความเบิกบานของชีวิตดีเสียจริง

และไม่ว่าจะยื้อหยุดขอร้องปานใด เธอก็จะร่วงโรยในเวลาอันสั้น
ประหนึ่งว่ากลัวผู้ใดจะเชยชมความงามสิ้นสวย
โอ้ววว มันน่าชื่นชมนักในศักดิ์ศรี
เธอมีหน้าที่ ให้ความสุขแก่โลก ด้วยสีสันและกลิ่นหอม
และยังเฝ้าบอกถึงสัจธรรมที่ว่า ไม่มีอะไรเที่ยงแท้และแน่นอน

...........................................

ลืมเจ้าดอกประดู่ไปเสียสิ้น เพราะคิดว่ามาเร็วแล้วคงไปเร็ว
ด้วยเพราะต้องไปทำงานในห้วยขาแข้งเสียหลายวัน
คงมิทันได้พูดคุยและชื่นชม

หวังเพียงว่าฤดูกาลใหม่ ต้นใหม่คงอวดโฉม ให้ได้ชมในสักครา

แต่วันนี้เหมือนเป็นรางวัลก้อนใหญ่ของธรรมชาติ
สำหรับความเหน็ดเหนื่อยทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมา
ให้เจ้าดอกประดู่ต้นเดิม กลับมาอวดช่ออีกครั้ง
พาความชื่นอกชื่นใจมาให้ไม่น้อย



..........................................

ไม่ใช่เพราะมันสวย
แต่มันมีคุณค่า หากเพียงแต่เราจะมองมันอย่างรู้จัก
รักและเข้าใจ ในชีวิต ในสรรพสิ่ง

เจ้าดอกประดู่ อาจไม่มีค่าพอให้ได้อวดชมในหมู่กว้าง
เพราะเวลาของมันไม่ได้มีไว้เพื่อรอคอยผู้ชื่นชม
เมื่อได้เห็น ได้พบ และพิจารณา จะรู้จักคุณค่าของมัน

..........................................

สำหรับฉันแล้ว เจ้าประดอกประดู่ มิได้ทำหน้าที่เพียงดอกไม้ป่าที่น่าชม
หากคือเพื่อนเก่า ที่ยังคงซื่อสัตย์ไม่เปลี่ยนแปลง
ชั่วนาตาปี จนกว่าชีวิตเราจะม้วยมอด
ยังเชื่อมั่นว่ามันจะทำหน้าที่นั้นของมัน
เช่นเดียวกัน เราก็คงต้องทำหน้าที่ของเรา
เป็นเหมือนเจ้าดอกประดู่ ที่ทรงค่าน่าชื่นชม

หวังอีกว่าจะได้พบเจอกันตลอดไป