เปลี่ยนจากสภาพหนึ่งเป็นสภาพหนึ่ง ไม่มีผู้หญิง ไม่มีผู้ชาย
คำนี้มีมานานแล้ว ตั้งแต่บรรพกาล
ไม่นานมานี้มีคนเอามาทำเป็นหนัง เรื่อง โอปปาติกะ เกิดอมตะ
เพิ่งจะได้ดูหลังจากที่ออกฉายจนลาโรง มานาน

ในหนังเล่าถึงเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งบนโลก
ที่ใช้ชีวิตปะปนอยู่กับผู้คนทั่วไป แต่ละคนที่เป็นโอปปาติกนั้น
จะได้รับพลังพิเศษบางอย่างที่ทำให้มีความสามารถเก่งกาจเหนือคนอื่น ๆ
หากแต่พลังพิเศษนั้นก็มีขีดจำกัดในการใช้ และจะค่อย ๆ หมดไป
เมื่อสิ้นอายุขัยในที่สุด
............................
ที่ดูเรื่องนี้ก็เพราะว่าได้ไปอ่านหนังสือเล่มเดียวกับเรื่องที่แล้ว
อยากรู้ว่าโอปปาติกะ ที่สร้างขึ้นกับความหมายโดยนัยของพระพุทธเจ้า
นั้นต่างกันอย่างไร
...........................
ในหนังเป็นเรื่องของการเกิดอมตะ นั่นคือการเกิดโดยฉับพลัน
นั่นคือชีวิตหลังความตาย คนที่เป็นโอปปาติกะได้เพราะฆ่าตัวตาย
แล้วชีวิตหลังความตายของเขาก็ใช้ชีวิตร่วมกับพลังพิเศษ
ที่เคยมีอยู่ตอนเป็นมนุษย์แต่ไม่เคยได้ใช้
ในหนัง จะออกแนวเลวๆ ทั้งที่จริงมนุษย์ก็มีมุมเลวด้วยกันทุกคน
ถ้าดูเพียงผิวเผิน ก็ออกจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
แต่พอดูเข้าจริงๆ มนุษย์ทุกคน หรือเกือยทุกคน
มีภาวะแห่งความเลวซ่อนอยู่ในตัวเอง
หลายคนมีสติมากพอที่จะยับยั้ง ชั่งใจ แต่อีกมากมาย
ที่ไม่สามารถยุติความเลวของตนเองได้
ทีนี้พอเป็นโอปปาติกะ แล้วก็ใช้ชีวิตในมิติหนึ่งคือคนก็ไม่ใช่
สัมภะเวสีก็ไม่เชิง ก็เลยเป็นโอปปาติกะ แล้วจุดเกิดของเรื่องก็คือ
มีโอปปาติกะ คนหนึ่งต้องการชีวิตอมตะ จึงจะกินหัวใจของตัวอื่น
โดยใช้ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นเหยื่อล่อ ให้ทุกตัวมาติดกับ
ติดหล่มที่ความรัก...
แล้วเรื่องมันก็จบลงที่ว่า แท้ที่จริงผู้หญิงคนนั้นไม่มีอยู่จริง
คือภาพหลอนที่เกิดจากโอปปาติกะตนหนึ่งสร้างหลอกขึ้นมา
เพื่อล่อทุกตัวมาติดกับ...
ในตอนนี้ชอบมากคือที่ว่า ...ไม่มีอยู่จริง สร้างจากความรู้สึก
และความอ่อนแอในใจของทุกคน...
สุดท้ายก็ตายหมด เหลือตัวเดียวที่มีพลังพิเศษ คืออมตะ ไม่ตาย
แต่ก็ใช่ว่าจะดีเพราะมันไม่มีวันตาย และเป็นทุกข์กับความเป็นอมตะ
ชั่วนิรันดร....
............................
ทีนี้กลับมาถึงเรื่องที่ว่าหนังสือ "ศิลปแห่งชีวิต"
ก็มีตอนหนึ่งที่พูดถึงโอปปาติกะ
มานัยของพระพุทธเจ้า โอปปาติกะก็คือการผุดขึ้นโดยทันที
ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีเพศ เกิดแล้วโตเลย ใช้ได้เลย
ทีนี้ถ้าเกิดดีก็ดี แต่ถ้าเกิดไม่ดีก็คงจะเป็นอย่างในหนัง
แล้วมันคืออะไร?? ชักจะงงๆ
ก็คือว่าเป็นการเปลี่ยนจิตของตัวเอง
ง่ายๆคืออย่างเมื่อก่อนมีจิตใจหยาบกระด้าง
ฆ่าสัตว์ปไม่เลือกหน้า หรืออื่นๆที่ปฏิบัติแล้วไม่งดงาม
ที่นี้พอได้เรียนแล้ว รู้แล้ว ก็หันกลับมาสู่วิถีทางใหม่
น้อมรับเอาพระพุทธเจ้าจริงๆมาไว้กับเนื้อกับตัว
ไว้กับลมหายใจเข้าออก
คือมีองค์สมัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง
พอมีแล้ว พุทธะก็เกิด คือเป็นโอปปาติกะ นั่นเอง
ไม่ต้องบ่มเพาะ ไม่ต้องเลี้ยงดู เกิดและเป็น
ผู้ที่มีพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ ประหนึ่งว่าคือพระพุทธเจ้า
พูดไปแล้วก็ดูน่าตลกสำหรับคนที่ ไม่เคยได้รู้ได้ศึกษา
แต่ถ้าได้อ่านก็ขออย่าได้ลบหลู่
เอาว่าเพียงทัศนะหนึ่งที่มีโอกาสได้รับฟัง
.........................
จากหนังมาสู่ชีวิตจริง
บางครั้งเราอาจเข้าใจความหมายของอมตะผิดไป
จริงอยู่คือการไม่ตาย
แต่มันไม่ใช่แค่ไม่ตาย มันคือไม่ทุกข์ ไม่ติด ไม่ยึดสิ่งใด
เป็นสุขนิรันกาล นี่ไม่ใช่หรือที่จะเรียกว่า...มีชีวิตนิรันดร์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น