๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

อิสระเสรีภาพ...

"...เธออยาก บินไป ใต้ฟ้ากว้าง
ระหว่าง เมฆพราว ดาวพราย
ด้วยเสียง เรียกร้อง ของหัวใจ
รุมเร้า แรงไฟ ตามฝัน
เธออยาก เป็นอย่างที่ ลอยล่อง
ท่องสู่ อิสระ อันนิรันดร์
ข้ามผ่าน กาลเวลา และคืนวัน
จนถึง ฝั่งฝัน เสรี... "

ท่อนแรกของบทเพลง ความฝัน-ความจริง ของคาราบาว
มันกล่อมฉันสู่ภวังแห่งความฝัน
และปลุกฉันให้พบความจริงในตอนท้ายของเพลง

"...แต่ลึก ลงใน ความจริงนั้น
ทุกสิ่ง เกี่ยวร้อย กันพันธนา
แม้ดาว ยังโอบ ด้วยฟ้า
และโลก ที่กว้างกว่า ก็ขังเธอ
ความจริง อาจทำ เธอช้ำชอก
แต่บอก นิยาม ความนัย
อิสระ เสรี อยู่ที่ใจ
ให้เธอ เรียนรู้ อยู่กับมัน..."

................................

อิสระ เสรี หรืออะไรล่ะที่เราทั้งหลายร้องหา
ความฝัน การเดินทาง ...ชีวิตเสรี
สิ่งเหล่านี้ที่นักฝันทั้งหลาย ไขว่คว้าและตามหา
ไม่เว้นแม้แต่ฉันเองด้วย

มีโอกาสได้อ่านที่ตัวเองบันทึกไว้
เต็มไปด้วยความฝัน และกลิ่นไอแห่งการเดินทาง
แต่กลับว่างเปล่าด้วยจุดหมาย
นั่นคงเพราะ ณ ขณะเขียน ไม่ได้มีจุดหมายอะไรอยู่
จุดหมายของการเดินทาง ก็คือการเดินทาง
จุดหมายของความใฝ่ฝัน ก็คือการใฝ่ฝัน
มันไม่มีรูปร่าง มันคือจินตนาการ ที่คิดดูแล้ว
เหมือนมโนภาพที่สร้างขึ้นเพื่อวิ่งตามหาให้ถึง
แต่ไม่เคยจะถึงได้เสียที

ฉันไม่ได้ท้อแท้และหมดหวังกับโลก
ยืนยันด้วยสติสัมปะชัญญะ ว่ายังไม่ได้เพี้ยนถึงขั้นนั้น
แค่เพียงใช้เวลาเพื่อไตร่ตรองสิ่งทั้งมวลมากไปหน่อย

เพื่ออะไร ???
เพื่อเข้าใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น

แล้วได้อะไร???
คงได้รู้จักตัวเองมากขึ้น

แล้วไงต่อ???
พอรู้จักและเข้าใจว่าตัวเองคืออะไร ต้องการสิ่งใดจริงๆ
ต้องการมีชีวิตเพื่อความฝัน หรือเพื่อความจริง
หรือเพื่อแสวงหาสิ่งใด ทรัพย์สิน เงินตรา
ชื่อเสียง เกียรติยศ ความรัก ความใคร่
หรืออะไรกันแน่ที่ต้องการ และอะไรกันแน่คือความจริง
มิใช่ฝันไป...

เพื่อ???
เพื่อเสรีภาพแห่งจิตใจ ที่ไม่ถูกพันธนาการด้วยความใฝ่ฝัน
ไม่ถูกพันธนาการด้วยวันเวลา
ใช่หรือไม่ล่ะว่า "เวลา"
คือห้วงแห่งความต้องการ
เวลาเริ่มขึ้น เมื่อมีความต้องการ
และสิ้นสุดลง เมื่อสิ้นสุดความต้องการหรือได้ตามต้องการแล้ว

และนั่นเองที่ฉันกำลังจะบอกว่า
ฉันต้องการเสรีภาพจากความใฝ่ฝัน
และต้องการเสรีภาพจากเวลา
ฉันจึงต้องการที่จะรู้จักและเข้าใจตัวเอง
เพื่อจะไม่ให้ถูดรุมเร้าด้วยแรงไฟเพื่อตามฝัน

เมื่อนั้นเองฉันจะมีอิสระและเสรีภาพอย่างแท้จริง
และไม่ต้องออกเดินทางอย่างบ้าบิ่น เพื่อตามหาสิ่งที่ไม่มีตัวตน
แต่จะอยู่กับความจริง อย่างเข้าใจความฝัน
เพื่อจะให้ไม่ถูกเขี้ยวของโลกทิ่มแทง..

คงไม่ยากเกินไปหรอกนะ...หากจะเริ่มต้น
แล้วถึงวันนั้น...ฉันจะเล่าให้เธอฟัง

๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

โอ - ปะ - ปา - ติ - กะ

โอปปาติกะ = การเกิดอย่างฉับพลัน ไม่มีการปฏิสนธิ ไม่มีพ่อแม่
เปลี่ยนจากสภาพหนึ่งเป็นสภาพหนึ่ง ไม่มีผู้หญิง ไม่มีผู้ชาย

คำนี้มีมานานแล้ว ตั้งแต่บรรพกาล
ไม่นานมานี้มีคนเอามาทำเป็นหนัง เรื่อง โอปปาติกะ เกิดอมตะ
เพิ่งจะได้ดูหลังจากที่ออกฉายจนลาโรง มานาน



ในหนังเล่าถึงเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งบนโลก
ที่ใช้ชีวิตปะปนอยู่กับผู้คนทั่วไป แต่ละคนที่เป็นโอปปาติกนั้น
จะได้รับพลังพิเศษบางอย่างที่ทำให้มีความสามารถเก่งกาจเหนือคนอื่น ๆ
หากแต่พลังพิเศษนั้นก็มีขีดจำกัดในการใช้ และจะค่อย ๆ หมดไป
เมื่อสิ้นอายุขัยในที่สุด

............................

ที่ดูเรื่องนี้ก็เพราะว่าได้ไปอ่านหนังสือเล่มเดียวกับเรื่องที่แล้ว
อยากรู้ว่าโอปปาติกะ ที่สร้างขึ้นกับความหมายโดยนัยของพระพุทธเจ้า
นั้นต่างกันอย่างไร

...........................

ในหนังเป็นเรื่องของการเกิดอมตะ นั่นคือการเกิดโดยฉับพลัน
นั่นคือชีวิตหลังความตาย คนที่เป็นโอปปาติกะได้เพราะฆ่าตัวตาย
แล้วชีวิตหลังความตายของเขาก็ใช้ชีวิตร่วมกับพลังพิเศษ
ที่เคยมีอยู่ตอนเป็นมนุษย์แต่ไม่เคยได้ใช้
ในหนัง จะออกแนวเลวๆ ทั้งที่จริงมนุษย์ก็มีมุมเลวด้วยกันทุกคน
ถ้าดูเพียงผิวเผิน ก็ออกจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
แต่พอดูเข้าจริงๆ มนุษย์ทุกคน หรือเกือยทุกคน
มีภาวะแห่งความเลวซ่อนอยู่ในตัวเอง
หลายคนมีสติมากพอที่จะยับยั้ง ชั่งใจ แต่อีกมากมาย
ที่ไม่สามารถยุติความเลวของตนเองได้

ทีนี้พอเป็นโอปปาติกะ แล้วก็ใช้ชีวิตในมิติหนึ่งคือคนก็ไม่ใช่
สัมภะเวสีก็ไม่เชิง ก็เลยเป็นโอปปาติกะ แล้วจุดเกิดของเรื่องก็คือ
มีโอปปาติกะ คนหนึ่งต้องการชีวิตอมตะ จึงจะกินหัวใจของตัวอื่น
โดยใช้ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นเหยื่อล่อ ให้ทุกตัวมาติดกับ
ติดหล่มที่ความรัก...

แล้วเรื่องมันก็จบลงที่ว่า แท้ที่จริงผู้หญิงคนนั้นไม่มีอยู่จริง
คือภาพหลอนที่เกิดจากโอปปาติกะตนหนึ่งสร้างหลอกขึ้นมา
เพื่อล่อทุกตัวมาติดกับ...
ในตอนนี้ชอบมากคือที่ว่า ...ไม่มีอยู่จริง สร้างจากความรู้สึก
และความอ่อนแอในใจของทุกคน...

สุดท้ายก็ตายหมด เหลือตัวเดียวที่มีพลังพิเศษ คืออมตะ ไม่ตาย
แต่ก็ใช่ว่าจะดีเพราะมันไม่มีวันตาย และเป็นทุกข์กับความเป็นอมตะ
ชั่วนิรันดร....

............................

ทีนี้กลับมาถึงเรื่องที่ว่าหนังสือ "ศิลปแห่งชีวิต"
ก็มีตอนหนึ่งที่พูดถึงโอปปาติกะ
มานัยของพระพุทธเจ้า โอปปาติกะก็คือการผุดขึ้นโดยทันที
ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีเพศ เกิดแล้วโตเลย ใช้ได้เลย
ทีนี้ถ้าเกิดดีก็ดี แต่ถ้าเกิดไม่ดีก็คงจะเป็นอย่างในหนัง

แล้วมันคืออะไร?? ชักจะงงๆ
ก็คือว่าเป็นการเปลี่ยนจิตของตัวเอง
ง่ายๆคืออย่างเมื่อก่อนมีจิตใจหยาบกระด้าง
ฆ่าสัตว์ปไม่เลือกหน้า หรืออื่นๆที่ปฏิบัติแล้วไม่งดงาม

ที่นี้พอได้เรียนแล้ว รู้แล้ว ก็หันกลับมาสู่วิถีทางใหม่
น้อมรับเอาพระพุทธเจ้าจริงๆมาไว้กับเนื้อกับตัว
ไว้กับลมหายใจเข้าออก
คือมีองค์สมัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง
พอมีแล้ว พุทธะก็เกิด คือเป็นโอปปาติกะ นั่นเอง

ไม่ต้องบ่มเพาะ ไม่ต้องเลี้ยงดู เกิดและเป็น
ผู้ที่มีพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ ประหนึ่งว่าคือพระพุทธเจ้า

พูดไปแล้วก็ดูน่าตลกสำหรับคนที่ ไม่เคยได้รู้ได้ศึกษา
แต่ถ้าได้อ่านก็ขออย่าได้ลบหลู่
เอาว่าเพียงทัศนะหนึ่งที่มีโอกาสได้รับฟัง

.........................

จากหนังมาสู่ชีวิตจริง
บางครั้งเราอาจเข้าใจความหมายของอมตะผิดไป
จริงอยู่คือการไม่ตาย
แต่มันไม่ใช่แค่ไม่ตาย มันคือไม่ทุกข์ ไม่ติด ไม่ยึดสิ่งใด
เป็นสุขนิรันกาล นี่ไม่ใช่หรือที่จะเรียกว่า...มีชีวิตนิรันดร์

เมื่อความรักทักทาย...

เดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรักตามคำบอกกล่าวของใครหลายคน
แต่สำหรับตัวเองแล้ว ไม่ยักจะรู้สึกว่ามันพิเศษกว่าเดือนอื่นตรงไหน
หรือเพราะไม่ได้แสดงความรัก ไม่ได้รับความรัก อย่างหนุ่มสาวโดยทั่วไป

ที่ผ่านมาได้เห็นเพื่อนหลายคน สบตาทักทายกับความรัก
หลายคนถูกพิษของมันทิ่มแทงจนไม่รู้ว่ารักเมื่อครั้งที่เคยหวาน
นั้นมันรู้สึกอย่างไร...
แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะยังมีอีกหลายคนที่ยังสามารถประคอง
ความรู้สึกแรกเริ่มของความรักนั้นเอาไว้ได้
แม้บางครั้งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเกเรออกนอกเส้นทางบ้างก็ตาม
แต่สุดท้ายก็สามารถที่จะฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกัน
ถึงทุกวันนี้ได้

ใช่หรือไม่ว่าโลกนี้คือโลกของความรู้สึก
บางสิ่งไม่มีอยู่จริง แต่เราสร้างให้มีอยู่ เกิดขึ้นด้วยความรู้สึก
ความดี ความงาม บางครั้งมันไม่ได้มีอยู่
เพราะความรู้สึกรัก จึงสร้างความงามให้มากขึ้น เพื่อเป็นเหตุและผล
ให้สามารถรักได้อย่างไร้ข้อครหา

บางครั้งเราเห็นหลายคนหลายคู่ที่ดูแล้ว มุมไหนก็ช่างไม่น่า
จะคบหาเป็นคู่รักกันได้...??
เรื่องนี้มันมีหลายอย่างอยู่ในนั้น ในทางที่เราเข้าใจง่ายๆ
ก็เพราะความรู้สึกที่อบอวลอยู่ จะเป็นความผูกพันก็ดี
ความนับถือ ความชื่นชม เหล่านี้สร้างให้เกิดความรู้สึกรัก
เพราะมันคือต้นทุน เมื่อรักตามทุนที่มี ความรักย่อมสนองได้
คล้ายเป็นกำไร เช่น หากรักด้วยความผูกพันเราย่อมคาดหวัง
ได้ถึงความรักและความผูกพันเป็นต้น

ที่ผ่านมาฉันสงสัยว่า ทำไมเราต้องมีรัก ต้องมีครอบครัว
ไม่มีจะได้ไหม แต่ก้เพราะยังมีหัวใจ มีสังขาร
จึงไม่แปลกเลยที่ตัวเองก็ยังรู้สึกโหยหาอะไรบางอย่าง
จะเรียกว่าโหยหาความรักก็ไม่เชิงนักหรอก...
ฉันแทบไม่เคยรู้สึกว่าเมื่อความรักทักทายแล้ว โลกมันจะเป็นยังไง
แต่ฉันมีความรู้สึกได้ว่าเมื่อความสงบมาทักทายแล้วฉันอยากจะ
เก็บเวลาเหล่านั้นไว้ชั่วนิรันดร์

เมื่อวานได้อ่าหนังสือชื่อ "ศิลปแห่งชีวิต" ของท่านพุทธทาส
ได้ไขข้อข้องใจหลายประการ
รวมทั้งว่าทำไมเราจึงต้องอยู่อย่างครอบครัว คำตอบที่น่าพอใจสำหรับฉัน
คือเพราะมันเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติที่มนุษย์ต้องการสิ่งประโลมใจ
ธรรมชาติที่ต้องมีความรู้สึกเหงาและโหยหา และธรรมชาติที่ต้องสิบเผ่าพันธุ์...

สืบพันธุ์เพื่ออะไร ก็เพื่อก้าวสู่วิวัฒนาการขั้นต่อไป
และวิวัฒนาการขั้นสุดท้ายจริงๆคือมนุษย์ต้องนิพพาน
นั่นคือการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งมวล และหลุดพ้นจากโลกแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
แต่เมื่อคนต้องตาย ตามกฏเกณฑ์ คนจึงต้องสืบพันธุ์เพื่อให้มีลูกหลาน
ที่จะสามารถสืบทอดอุดมการณืหรือมรดกโลกแห่งนิพพาน
และการสืบพันธุ์มันต้องมีคู่จึงเกิดการแต่งการ การสมสู่ มีบุตร และครอบครัวตามมา
ไม่เพียงเท่านั้น การสืบพันธุ์หากพิจารณาดูแล้วมันคือเรื่องสกปรก น่าเกลียด
น่าขยะแขยง (ไม่เชื่อลองพิจารณาดู) ดังนั้นจึงต้องมีค่าจ้าง เพื่อที่จะให้มีการสืบพันธุ์
นั่นคือความรู้สึกทางเพศที่เกิดจากการสืบพันธุ์นั่นเอง

ไม่รู้ว่าเธอพอจะมองภาพออกไหม ว่าฉันต้องการบอกอะไร
ก็อย่างที่บอกไป จากตรงนี้ก็เลยลองคิดต่อว่า
ในฐานะที่เราเป็นผลผลิตของบรรพชน ที่ให้รับมรดกที่ต้องนิพพาน
คือการหลุดพ้นจากทุกข์และสังสารวัฏ ฉะนั้นหากเราสามารถกลับได้ด้วยภพนี้ของเรา
จำเป็นอีกหรือไม่ที่ต้องมีการสมสู่ ที่น่าเกลียดเช่นนั้น เพื่อรับค่าจ้าง
และเพื่อสิบทอดลูกหลานให้สู่นิพพานต่อไป...

และแล้วความรักแท้จริง...จะทักทายเรา
ไม่ใช่ความรักที่สร้างขึ้นจากไอของความรู้สึก
ไม่ใช่ภาพหมอกควันที่พร้อมจะจางไปกับอารมณืและกาลเวลา
แต่มันคือความรัก ที่นิรันดร...
และหวังว่าฉันและเธอจะพบมันเข้าในสักวัน และได้อยู่กับมันตลอดกาล...

๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

เมื่อฤดูร้อนมาเยือน...

ใต้ต้นฉำฉา เสียงแมลงหน้าร้อนแข่งกันขยับปีกเสียงดังเซ็งแซ่
นี่กระมังคือสัญลักษณ์ของฤดูร้อนที่ธรรมชาติสร้างสรรค์
และพยายามจะบอกกับเรา

มีแต่ความร้อน อบอ้าว ความแล้งและแผ่นดินสีน้ำตาล
มองไปทางไหนรอบกายล้วนอบอวลด้วยไอของแดดที่พร้อม
จะแผดเผาทุกสิ่งที่ไหม้เกรียม

หลายวันมานี้บรรยากาศรอบกายร้อนขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ทั้งๆที่เพิ่งผ่านมาแค่เดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น
ถ้าจะมีใครผิดสำหรับเรื่องนี้ คงหนีไม่พ้นจำเลยเก่าอย่าง
ภาวะโลกร้อน และเอาเข้าจริงๆก็คือพวกเรานี่เอง
ที่พยายามสรรสร้างสิ่งของ วัตถุเพื่อความเจริญ
พร้อมกับการทำลายธรรมชาติและสรรพสิ่งไปในตัว

มาถึงวันนี้เราคงไม่สามารถเรียกคืนความสมดุลกลับมาได้
ทางเดียวกันเราก็ต้องยอมรับชะตากรรมหรือจะเรียกง่ายๆ
คือยอมรับผลแห่งการกระทำของเราเอง

แต่ในความเลวร้ายของฤดูร้อนนี้
ธรรมชาติก็ไม่ได้โหดร้ายกับเราเสียทีเดียว
หากได้สรรสร้างความงดงามแห่งฤดูกาลมาให้เราได้ชื่นชม
อะไรนะหรือ???
หากเธอจะเคยสังเกตต้นไม้ใบหญ้า
เธอจะพบชีวิตและความงามอยู่ในนั้น

ต้นไม้อะไรกันที่ผลิใบในฤดูแล้ง
และยังออกดอกเสียด้วย???

ก็อินทรนิลไงล่ะ ดอกสีม่วงแกมขาว
กำลังผลิใบและอวดดอกสวยของมัน
แข่งกับเปลวแดดอันร้อนระอุ
มันทำได้ยังไงกัน มันทนได้อย่างนั้นเหรอ
ก็คงเพราะธรรมชาติสร้างมันมาอย่างนั้นไงล่ะ
เธอไม่ต้องแปลกใจ ไม่ต้องสงสัย
แต่เธอจงเรียนรู้จากมัน ทุกสิ่งอย่างในโลกมีช่วงเวลาของมัน
มีจังหวะของมัน

ชีวิตของเธอเช่นกัน
เมื่อฤดูร้อนมาเยือน จงเรียนรู้ที่จะปรับตัว
เธอจะถอดใบทิ้งอย่างต้นสัก ต้นเต็ง ต้นรัง
กรือเธอพร้อมจะผลิใบและดอกอย่างอินทนิล
มันก็อยู่ที่ธรรมชาติของเธอเอง...จงเรียนรู้
เพื่อจะอยู่อย่างสมดุล

๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

ลองดูอีกสักที...

ว่างเว้นและห่างหายจากการเขียน ไม่ว่าจะเป็นบล็อกบนโลกออนไลน์
หรือในสมุดบันทึกส่วนตัว
พอเวลาผ่านไป...
เราเริ่มเติบโตขึ้นทั้งความคิดและประสบการณ์
เรากลับมามองแล้วเลยเห็น ช่องว่างของชีวิต ที่ห่างหายไปจากหน้ากระดาษ
เอาเข้าจริงๆแล้วเราแทบจะจำรายละเอียดอะไรไม่ได้เลยถ้าเราไม่ได้บันทึกไว้

มิน่าล่ะ จึงได้มีประเพณี มีวัฒนธรรม เพราะมนุษย์ไม่ได้จดจำอะไรของตัวเองเท่าไหร่
เลยต้องจดจำมันในรูปของประเพณี ที่สืบทอดกันไว้ในรูปแบบของตำนาน หรือตัวหนังสือ

จะว่าไปแล้วเรา หรือมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับสิทธิมากที่สุดบนโลกในนี้
อย่างแรก ง่ายๆเลยคือ มีสิทธิที่จะยืนตัวตรง ตั้งฉากกับพื้นโลกได้
อันนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตไหนที่ทำได้
อย่างที่สองคือ มนุษย์มีตำนาน มีประสบการณ์ให้เล่าขาน มีเรื่องราวที่ล้มเหลว
และสำเร็จให้เล่าขาน ผ่านเรื่องราว ผ่านตำนาน หรือกระทั่งประเพณีเพื่อให้มนุย์ในรุ่นต่อไป
ได้เรียนรู้และนำไปใช้ให้ถูกต้อง

แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้เอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นบทเรียน
ความล้มเหลวของวันนี้ก็คือของที่ผ่านมา

ฉันไม่ได้โทษใคร เพราะแม้แต่ตัวฉันเองก็ไม่ได้เอาบทเรียนในอดีตมาใช้จึงล้มเหลวในที่สุด
ล้มเหลวอย่างไรนะหรือ???

ล้มเหลวสิ ล้มเหลวจากความหวัง จากความฝัน บางครั้งมันพังลงอย่างไม่เป็นท่า
ก็อย่างเรื่องที่จะเขียน บางครั้งขึ้นต้นไว้ แต่ถึงวันนี้ก็หาตอนจบไม่ได้เสียที
เพราะไม่มีพรสวรรค์หรือความพยายามไม่พอก็ไม่รู้นะ
หรืออาจจะทั้ง 2 อย่างนั้นก็ได้

หลายครั้งที่โครงเรื่องที่คิด ต้องพับเก็บอย่างถาวร ความท้อแท้และผิดหวัง
มันพาลให้ไม่ได้คิดเรื่องใหม่เสียที จนในที่สุด
นักเขียนสมัครเล่นคนนั้น แทนที่จะมีชื่อเสียงโด่งดังในวันนี้
เขากลับหายไปจากวงการ อย่างเหลือร่องรอย

........

แต่วันนี้เขากำลังจะกลับมา
ด้วยความมั่นใจเพียงเล็กน้อย
ความเศษความฝันที่หลงเหลือ
ด้วยคิดว่างานเขียนยังเป็นสิ่งที่เขารัก
และด้วยๆๆๆ หลายๆอย่าง
เขาจึงลุกขึ้นอีกครั้ง...แม้จะไม่มีใครรู้จักเขา
แต่อย่างน้อย...เขาก็รู้จักตัวเขาเองมากยิ่งขึ้น