๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๒

โดยความปราถนา

ได้อ่าน ได้ฟังเรื่องราวของผู้คนและบ้านเมือง จนบอกได้กับตนเอง ว่าต่อแต่นี้ไป ข้าพเจ้าเลิกที่จะเชื่อมั่นในบุรุษหรือคนผู้ใดผู้หนึ่งเพราะทุกคนล้วนแต่คือปุถุชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายข้างเหลือง หรือแดง อุดมการณ์ของเขาย่อมแปรเปลี่ยน ดุจกระแสลม กระแสน้ำที่ไหลไปไม่เคยหยุดนิ่ง นั่นเพราะสิ่งล่อเลี้ยงจิตใจของเขาคือการยึดมั่นถือมั่น

ฉะนั้นแล้วมีเพียงบุรุษเดียวในโลกนี้เท่านั้นที่ยังคงอยู่ให้ข้าพเจ้าได้พักพิงทั้งกายและใจ ให้ข้าพเจ้าได้ยึดถือเป็นสรณะ สิ่งนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้กาลเวลาจะผันแปร แม้กระแสลมจะเปลี่ยนทิศ แต่คำสอนแห่งพุทธองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง สิ่งนี้ไม่ใช่หรือคือเที่ยงแท้แน่นอน...ที่ควรยึดถือ

๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๒

ห้วยขาแข้งวันนี้...

เกือบ 2 ปี กับการวนเวียนอยู่ใกล้พื้นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จนคนที่รู้จักและเพื่อนๆหลายๆคนเข้าใจไปเองว่า ทำงานอยู่ที่ห้วยขาแข้ง

บางครั้งก็เบื่อที่จะอธิบายว่า กำลังทำอะไรอยู่ ก้ปล่อยให้เขาเข้าใจไปเองว่าคงจะเป็นเจ้าหน้าที่ของห้วยขาแข้ง

ที่จริงนั้น ไม่ใช่ เลย ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่ง แม้จะรู้จักห้วยขาแข้งบ้าง แต่ก็ยอมรับว่าเพียงแค่รู้จัก ถ้าเป้นคนเป็นเพื่อนก็คงจะเป็นเพื่อนที่รู้จักกัน เข้าอกเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ แต่ไม่สนิทกันขนาดว่าไปไหนมาไหนด้วยกัน

นั่นก็หมายถึงว่า ความเป็นเพื่อนของเรากับห้วยขาแข้งก็มีช่องว่างและระยะห่างอย่างนั้นเหมือนกัน

ถามว่าแล้วทำไมถึงได้เป็นอย่างนั้น เวลา 2 ปี ไม่ทำให้ตัดสินใจเป็นเพื่อนสนิทกันได้เลยหรือ หรือว่ามีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลแอบซ่อนอยู่

พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนักหรอก คงเพราะชะตาที่ถูกลิขิตมาไว้แล้วกระมังที่ขีดเส้นระหว่างเราไว้ ให้มีระยะห่างที่พอมองเห็น ไม่ล้ำเส้นพรมแดนของกันและกัน

ความเกี่ยวข้องของฉันกับห้วยขาแข้งคงเป็นเพียงแขก ที่พอใจจะเข้าไปใช้สอย แวะพัก ในเฉพาะห้องหับที่เจ้าของเปิดไว้ต้อนรับ เท่านี้ก็มากมายเกินที่จะเดินไหว ด้วยลำแข้งลำขาสั้นๆ คงเดินไปได้ไม่กี่น้ำก็คงสลบเหมือดคาที่ เดินจนทั่วเท่าที่เขามีให้เดินก็เหนื่อยอ่อนจนอยากจะหยุดพัก

ฟังเสียงต้นเต็ง ต้นรัง หายใจ เท่านี้ก็สุขใจเหลือเกินจะกล่าวแล้ว

ห้วยขาแข้งวันนี้ ที่จริงมันต้องเปรียบเทียบกับวันก่อน วันวาน ด้วยมันถึงจะรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง แต่ในที่นี้คิดว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ถึงเพียงนั้น ห้วยขาแข้งวันนี้คือวันนี้ วันที่เรารู้จัก วันที่เรารัก เท่านี้คงมากมายเกินจะกล่าว

ความอุดมสมบูรณ์ของป่าห้วยขาแข้ง สมบูรณ์แบบห้วยขาแข้ง ต้องย้ำไว้ก่อน เพราะหากใครหลายคนคิดเทียบกับแก่งกระจานและเขาใหญ่ อันนั้นไม่เรียกว่าสมบูรณ์แบบห้วยขาแข้ง ในที่นี้หมายถึงความสมบูรณ์ของป่าไม้ ที่ประกอบด้วยป่าเต็งรัง ป่าเบญขพรรณ ป่าดิบแล้ง เป็นส่วนใหญ่ (ในส่วนที่เข้าถึง) ความสมบูรณ์ของสัตว์ป่า ที่มีสัตว์ผู้ล่าที่อยู่สูงสุดในระบบนิเวศป่าเขตร้อน อย่างเสือโคร่ง และอันอับรองลงมา อาศัยอยู่ลดหลั่นจำนวนประชากรกันอย่างหนาแน่น ความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์กินพืช ที่มีอยู่อย่างชุกชุม

ห้วยขาแข้งวันนี้จึงสมบูรณ์ พรั่งพร้อมด้วยพืชพรรณนานา และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ นี่ไม่ใช่หรือคือภาพฝันของคนโดยทั่วไปต่อป่าในอุดมคติของเขา อยากจะบอกในที่นี้เหลือเกินว่า มันมีอยู่จริงที่ห้วยขาแข้ง

ใครหลายคนที่เคยเข้าไปในห้วยขาแข้ง เฉพาะบริเวณสำนักงานเขตคงนึกออก ถึงความอัตคัตเล็กน้อยสำหรับสิ่งอำนวยความสะดวก เมื่อเทียบเคียงกับพื้นที่ระดับโลก อย่างน้อยก็ที่เขาใหญ่ แม้คนที่อยู่ก่อนจะพยายามอธิบายถึงเรื่องของความจำกัด ข้อจำกัดของพื้นที่ซึ่งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทำหน้าที่เพียงเขตที่จะรักษาพันธุ์ของสัตว์ป่าที่หายากหรือไม่หายากก็ได้ที่อยู่ในนั้น

ครั้นจะเอาเงิน เอางบมาพัฒนาในเรื่องของความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวธรรมชาติก็อาจเป็นการไม่บังควรนัก เพราะยังมีเรื่องต้องใช้เงินอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการลาดตระเวน

พอเริ่มแตะเรื่องลาดตระเวนก็อดไม่ได้ที่ต้องเอ่ยถึง เท่าที่รู้เท่าที่ทราบ โดยอาจจะโดนเจ้าหน้าที่ที่นั่นแอบด่าย้อนหลังกลับมาว่า ทำไมมึงไม่มาทำเสียเองล่ะ

ที่ห้วยขาแข้ง เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขตแรกที่เริ่มนำระบบลาดตระเวนแผนใหม่เข้ามาใช้ ซึ่งเขาก็จะมีการอบรมเจ้าหน้าที่ให้สามารถทำอะไรได้หลายๆอย่างในขณะที่เดินลาดตระเวน ให้มีแรงจูงใจ ให้มีระบบตรวจสอบได้ว่าเดินมาจริง พบเห็นพรานจริง ด้วยการนำเอาระบบ MIST เข้ามาใช้

MIST นี่เป็นโปรแกรมที่ใช้ประมวลผล ต้นทางมันคือว่า เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างช่ำชองแล้วเมื่อไปลาดตระเวน ในแต่ละเดือน จะมีการวางแผนวางเส้นทาง มีอุปกรณ์ประจำกลุ่มที่ยกเว้นเรื่องส่วนตัวและอาหาร ก็คือ มีแผนที่ มี GPS มีกล้องถ่ายภาพ มีอุปกรณ์สำหรับจดบันทึก อุปกรณ์สำหรับเก็บหลักฐานต่างๆ ในแต่ละเดือนจะมีการรายงานผล และนำข้อมูลที่ได้เดินลาดตระเวนส่งให้เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล แล้วเจ้าโปรแกรม MIST นี่แหละจะเป็นผู้รับและประมวลผลข้อมูล

นับเป็นวิทยาการที่ทันสมัยอีกระดับหนึ่งเลยทีเดียวสำหรับการตรวจตราดูแลรักษาพื้นที่

ในขณะที่หลายฝ่ายทุ่มทุนและทุ่มเท กับการพัฒนาระบบของการลาดตระเวน ในความรู้สึกเหมือนกับว่าปล่อยอะไรบางอย่างให้ร้างรา ซบเซาลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านส่งเสริมความรู้ ที่ความจริงอาจจะมีอยู่แต่ถ้ามาตรฐานระดับมรดกโลกแล้วล่ะก็มันสมควร จะมีดีมากกว่านี้ ไม่ใช่มีไม่ต่างจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโนเนม

เอาล่ะ บ่นแค่นี้พอ

จะไปเก็บของแล้ว แล้ววันหลังมาบ่นต่อค่ะ

๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๒

หาเหตุให้เดินทาง

มีเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางมาเขียนบ่อยๆ ไม่รู้เป็นไงเหมือนกัน ชอบมากเลยล่ะกับคำคำนี้ อาจจะเป็นเพราะใช้แล้วรู้สึกเหมือนเป้นคนที่มีความฝันก็ได้มั้ง

แต่เอาเข้าจริงๆจังๆ ถามหาความฝันตอนนี้ไม่มีเลย กล้าพูดได้ขนาดนี้เลยนะ ว่าไม่มีความฝัน เคยบอกไปก่อนหน้านี้เหมือนกันว่าอยากจะมีชีวิตอยู่โดยเสรีภาพแห่งความฝันและวันเวลา

ถึงเวลาที่ต้องทำมันอย่างจริงจังเสียที เสรีภาพ คือการที่ไม่ผูกมัดด้วยอะไรทั้งสิ้น ในที่นี้อยากนิยามด้วยว่าไม่ผูกมัดกับประเพณีใดๆบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของครอบครัว ลูกหลาน ผัวเมีย หรือกระทั่งเพื่อนพ้องและสังคม เสรีภาพจากประเพณีนิยม

ใครฟังแล้วช่างเป็นผู้ที่อุกอาจเหลือกำลังที่กล้าประกาศตัดขาดพันธนาการแล้วไขว่คว้าเสรีภาพจากสิ่งเหล่านี้ แต่ยังน้อยไป ไม่เพียงเท่านี้หรอกนะที่จะประกาศอิสรภาพ ด้วยเพราะมันเป็นเพียงหนึ่งใน สามของสิ่งที่จำต้องตัดขาด เพื่อให้ชีวิตและจิตใจมีเสรีภาพโดยแท้จริง

สิ่งต่อมาที่ต้องตัดขาดคือสิ่งสรรเสริยทั้งหลายทั้งมวลไม่ว่าจะเป็นลาภ ยส สรรเสริญ หรือกระทั่งความสุขที่ได้มาด้วยความได้ดั่งใจ ใช่หรือไม่ล่ะว่าหากเราไม่ประกาศอิสรภาพต่อมัน สิ่งนี้จะพันธนาการเราไว้อย่างเหนียวแน่นไม่ไหวติง แล้วเราจะแน่นิ่งกับกับดักที่แสนจะสวยงามหลอกให้เรารักและลุ่มหลง ทุ่มกายและใจเพื่อไขว่คว้าเมื่อถึงเวลา ถีบหัวเราส่ง อับปางลงกลางทางทุกครั้งไป เพราะแน้นเมื่อต้องการเสรีภาพที่แท้จริงสิ่งนี้คือศัตรูตัวดีที่ทำให้ชีวิตเราต้องผูกเกี่ยวต่อสังคมมากมาย

สิ่งสุดท้ายที่ยากเหลือเกินที่จะหลุดพ้นคือเสรีภาพจากจากตัวของตัวเอง เกิดมาก็พร้อมกันแต่มันกลับสร้างตัวอีกตัวเพื่อบังคับตัวของเราไว้ การจะสลัดตัดทิ้งจึงไม่ใช่เรื่องง่ายดาย แต่จำใจต้องตัดเหมือนสุภาษิตโบราณที่ว่ารักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี เพราะฉะนั้นแม้จะต้องทำใจตีลูกด้วยความปวดร้าวจิตแต่ก็ต้องทำเพื่อต้องการให้ลูกได้ดี เช่นเดียวกัน บางทีชีวิตเราเองก็ต้องเคี่ยวกรำ เพื่อให้เป็นชีวิตที่ ตามวิถีทางที่มันควรจะเป็น

และด้วยทั้งหมดทั้งมวลนี้หลายคนจึงต้องออกเดินทางเพื่อแสวงหาตำแหน่งแห่งที่ของการมีชีวิตอยู่ เพื่อการมีชีวิตที่ดีกว่า ตามหนทางที่สติปละปัญญา ณ เวลานั้นจะคิดได้ คนไหนที่โชคดีก็จะเจอะเจอทางที่ถูกต้องแม้เพียงการก้าวย่างเพียงครั้งเดียว แต่น้อยคนนักที่จะโชคดีถึงเพียงนี้

เพราะฉะนั้นแล้ว ด้วยเหตุใดที่ต้องเดินทาง ฉันไม่รู้ แต่ที่รู้สำหรับตัวเองในการเดินทาง ด้วยเหตุที่รูตำแหน่งแห่งที่นั้นแล้ว และหวังว่ามันคือครั้งสุดท้ายของการเดินทาง สุดท้ายจริงๆๆๆ

๑ ธันวาคม ๒๕๕๒

บ้านนกฮูก

คงถึงเวลาแล้ว ที่จะเขียนเล่าเรื่องราวของบ้านนกฮูก
หลังจากที่ได้มาอิงอาศัย ในร่มชายคา ได้มาสัก 6 - 7 เดือนแล้ว

ขอนับย้อนนิดหน่อย ของที่มา...
หลังจากที่ออกจากสำนักงานมรดกโลก ที่ นครสวรรค์ ในเดือนมีนาคม 52 แล้วเราเริ่มต้นทำงานแบบไม่จริงจังกับบ้านนกฮูกในทริฟ ที่อุทยานแห่งชาติหาดวนกร กับสำนักอนุรักษืสัตว์ป่า วันที่ 4-5-6 เมษายน จากนั้นแวะลงกรุงเทพตอนขากลับ เพื่อมาร่วมต่อสู้กับมิตรทางธรรมกับการเรียกร้องความเป็นธรรมบางประการที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

จนเกือบถึงสงกรานต์ ก็กลับกัน แต่รถดันมาเสียกลางทางที่อินทร์บุรี รอกันครึ่งวันถึงได้กลับบ้าน

ถึงเมืองน่าน แล้วก็แวะพักในช่วงสงกรานต์(เลือด) ที่บ้านท่าวังผา ต่อจากนั้นไปปฏิบัติธรรม กลับบ้านนิดหน่อย แล้วลงมาช่วยงานบ้านนกฮูกอึกครั้งเมื่อปลายเดือน 23-24-25-26 ที่แก่งกระจาน

จากนั้นก็เริ่มต้นทำงานแบบไม่จริงจังกับบ้านนกฮูก

ที่ว่าไม่จริงจังก็เนื่องจากในช่วงเดือน พฤษภาคม ต้องเตรียมเอกสารเพื่อจะไปอบรมที่ นิวยอร์ค ด้วยทุนของ WCS หมดเวลาเกือบทั้งเดือนก้วยความระทมใจนิดๆ เพราะไม่อยากไป กลัวเกรงต่อสิ่งต่างๆ แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องเดือนทางจนได้ คือเดินทางในวันที่ 2- 20 มิถุนายน

ก็เป็นอันว่า 2 เดือน ที่มาทำงานกับบ้านนกฮูกก็ไม่ได้ทำงานจริงจังเลย

จากนั้น ก.ค - ส.ค.- ก.ย.-ต.ค. -พ.ย.
อีก 5 เดือนก้ทำงานเรื่อยมา

เรียนรู้และพยายามเข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยคุ้นไม่เคยถนัด คือการทำกิจกรรมกับเด็กๆ ไม่เคยคิดฝันว่าจะทำมาก่อน
แต่จนแล้วจนรอด มันก็รอดมาได้ เหมือนไม่เต็มที่แต่ทำดีที่สุดเท่าที่เราเองจะทำได้แล้วเหมือนกัน

ตอนนี้ก็ทำเว็บไซต์ด้วย คือ www.thainaturegame.com
ทำงานอะไรก็อกแก๊กไปวันๆ หลายอย่างมากมาย

และที่สำคัญแอบกลับบ้านบ่อยๆและบ่อยๆขึ้นเรื่อยๆๆ

มีหลายคนเคยถามจะอยู่ที่นี่นานสักเท่าไหร่
ไม่เคยมีคำตอบเป็นจริงเป็นจัง ...เพราะไม่มีความมั่นคงอะไรสักอย่างตั้งแต่เริ่มมา

นั่นแหละคือสิ่งที่ถูกตั้ง อนาคตไม่แน่นอนจริงๆ สรรพสิ่งไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
เมื่อถึงเวลานั้นมา...เธอเองก็คงจะรู้เอง

บุตรธิดาแห่งดวงดาว

เรื่องนี้เป็นบทความที่ คุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล
เขียนไว้ในคอลัมน์ ค.คน ค้นธรรม ของนิตยสาร ค.คน ฉบับที่ 32 (ที่ได้มาฟรีจากงาน thailand birds fair 2009)

อ่านแล้วชอบใจมากเลย จึงอยากจะขอหยิบยกขึ้นมาลงไว้ในนี้ และขออนุญาติมา ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ

******************
บุตรธิดาแห่งดวงดาว

เราเดินทางมาแสนไกล จากเปลวไฟแห่งมหาอัคนี สู่มหาเมฆดำดำบรรพ์ แปรผันเป็นวงจักรแห่งดารา อันคลี่คลายเป็นสมุทรพสุธาใต้ห่าฝนและแถบรุ้ง

ใช่...เธอเดินทางมาแสนนานกว่าจะเกิดเป็นเผ่าพันธุ์ เธอคือถ่านเถ้ารอุอุ่นจากปลายยอดแห่งขุนเขา คลุกเคล้าด้วยเกล็ดหิมะในราตรีและน้ำค้างแห่งรุ่งอรุณคือดินน้ำไฟลมอันผสมกลมกลืน จากภูผา ทุ่งธาร และอากาศสกล

ย้อนย้ำที่สุดแล้วเธอคือส่วนเสี้ยวของดวงดาวที่มิได้เปลี่ยนรูปโดยอุบัติเหตุหากเป็นผลแห่งอุบัติการณ์ แท้จรองเธอคือจิตวิญญาณอันเอกภพแสดงตน

หรือหลงลืมข้อนี้ไป เธอจึงหลงใหลในสมมติ หลับสนิทต่อสัจจะแต่ตื่นเต้นต่อมายา ปล่อยชีวิตแสนสั้นอยู่ในเวทนา วิตก วิวาท และวิจารณ์

บ้างคิดแต่ครองผิวพื้นของเปลือกโลก แหล่งพิงพึ่งแห่งสรรพสัตว์ ดัดแปลงเทือกบรรพตและทุ่งหญ้าให้เป็นเพียงสนามมาร ณ ที่นั้น เธอขยีบไล่ปัญญาญาณ เพื่อเปิดที่ให้อวิชชา ธรรมชาติถูกลบล้างเพื่อเปิดทางให้ตัณหา หนึ่งรุ่งโรจน์ร้อยล่วงลับและไม่อาจกู้กลับคืน

บ้างคิดครอบงำผู้คน ชอบประกาศตยด้วยแรงริษยา ชอบชี้ผิดถูกตีราคา ใครแตกต่างถูกตราหน้า ราวมติจากฟ้าดิน ไม่ทราบเธอเลิกฟังผู้อื่นแต่เมื่อใดหรือเคยถูกผลักไสโดยมารดา ชีวิตจึงทำเป็นแค่แช่งด่าเพื่อแทนค่าที่ขาดแคลน

นอกจากนี้มีคนไม่น้อยคอยรัก หวงแหนแตกหักทุกแห่งหน ทุกสรรพสิ่งล้วนยึดถือเป็นของตน ไม่เว้นแม้แต่คนบูชา เธอไม่รู้ว่าในโลกหาได้มีกรรมสิทธิ์ ความใกล้ชิดเป็นคลื่นใจ เป็นบางอย่างที่รู้สึกได้ แต่มิใช่ฐานันดร

ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ บางทีเธออาจทบทวนหวนนึกจากเบื้องลึก "ทรงจำ"ชีวิตไม่จำเป็นต้องบอบช้ำ เพียงเพราะความจำที่พร่าเลือน

ใช่หรือไม่ว่า...

ในวัยเยาว์ เธอไม่ได้นึกถึงวันวาน ไม่วิเคราะห์ตีความ หากแตะโลกด้วยหัวใจ เธอมิโกรธเกินข้ามคืน ไม่อยากเติบใหญ่เป็นผู้อื่น และยิ่งไม่ห่างปัจจุบัน

บางครั้งเธออาจสมมติตนเป็นสรรพสิ่ง เป็นทั้งลิงทั้งค่าง กระทั่งอวดอ้างอภิญญา แต่เมื่อการละเล่นเลิกราเธอก็รู้ว่าสมมติกัน

ตรงกันข้ามกับยามนี้ เธออยากเป็นทุกอย่างที่ไม่ใช่ตัวเธอ สุดท้ายจึงพลัดพรากกับตัวเอง บนเส้นทางสายสมมติเธอกลายเป็นทุกอย่างเว้นเป็นจริง

ทั้งหมดเป็นเพราะลืมแหล่งที่มา...ลืมไปว่าชีวิตแสนสั้นนั้นมาจากการเดินทางแสนนาน เธอมิเพียงสืบทอดมวลธาตุแห่งจักรวาล หากยังสืบต่อปรีชาญาณแห่งอภิจิตซึ่งสถิตอยู่ในองค์รวม

แน่ล่ะ เธอจักอยู่ในรูปนี้ชั่วพริบตา ดังสายฟ้ากลางพายุ เจิดจ้าแล้วลับหาย สู่เวิ้งฟ้ามารดาเดิม เธอมาจากเปลวเพลิงดึกดำบรรพ์ และไม่ว่าสมมติตนเป็นสิ่งใด วันหนึ่งเปลวไฟที่ไหม้ลามร่างจักพาเธอคืนสู่เหย้าแสงตะวัน

เช่นนั้นหน อิสรภาพของเธอดำรงอยู่ ณ แห่งใด หากมิใช่ดวงตาที่เฝ้าดูนาฏกรรมแห่งตัวตน เธอคือเธอแต่เธอมิใช่เธอ เธอคือเธอเพื่อเธอจะได้เห็นธรรม นี่คือรหัสไขความลับแห่งทิพยลีลา

ด้วยสายตาสงบนิ่งที่ไม่ตัดสินหรือตีความ ไม่ผูกติดกับนิยามหรือนิยม เธอจักใช้ดวงตานี้นำทางดั่งสายฟ้าส่องสว่างตัดราตรี

แล้วเธอจักได้เรียนรู้ภาษาที่ไร้ถ้อยคำ ได้ยินวิเวกอันกังวานซึ่งขับขานเพลงแห่งฟ้า เธอจักได้ยินเสียงทักทายของนกกา ยินคำเจรจาของพฤกษ์ไพร เธออาจมีมิตรเป็นก้อนหิน มีเนินดินเป็นเพื่อนบ้าน ถือทะเลเป็นวิหาร เห็นขุนเขาเป็นบรรพชน

เธอจักเป็นดั่งปุยเมฆเริงระบำ แม้ยามเมฆเป็นสีดำ เธอจักลืใซ่งหมอกสีขาว เธอเป็นทุกอย่างแต่ไม่เป็นสักอย่าง นอกจากเวิ้งฟ้ากว้างที่รองรับวาตกรรม

ไอแดดเผาใจเธอไม่ได้ ละอองฝนไม่อาจทำให้ใจของเธอเปียกชื้น เพราะเธอคือแสงแดด เพราะเธอคือสายฝน เธอคือเกลียวคลื่น เธอคือสายลม...

ด้วยเหตุฉะนั้น เธอจึงมีร่มเงาแห่งสวรรค์ไว้คุ้มกันทุกผองภัย

เธอจักตื่นตระหนักในทิวาและตื่นรู้ในราตรี ผ่านความมืดและแสงสีอย่างเงียบนิ่งดั่งเงาจันทร์ในฤดูกาลแห่งชีวิตเธอจะพิชิร้อนหนาวในทุกข์เทวษรวดร้าว เธอจักเห็นอนัตตา ท่ามกลางโลกที่เศร้าสลด เธอจะปรากฏด้วยกรุณา แค่โลกที่ล้นด้วยปราถนา เธอจากมาไม่อาลัย

ด้วยดวงจิตอันแจ่มบรรเจิด ดังผู้ให้กำเนิดเฝ้าดูการแสดงของบุตรธิดา เธอจักอาศัยดวงจิตนี้ค้นหา...ซึ่งความจริงที่หายไป

ดั่งเสียงขลุ่ยคืนกลับเวฬุวนา ดังฝูงปลาทวนกระแสสู่ต้นน้ำ เธอจักกลับถึงบ้านเกิดที่จากมานานเพื่อสืบสานอโศกพิสัย

ดั่งเมล็ดพันธุ์แทงยอดและผลิใบปรากฏผ่านธุลีดิน

ดั่งบัวบานในหนองคล้ำ สลัดพ้นจากหล่มโคลน เธอเติบใหญ่เหนือตัวตน...เธอเติบโตเหนือตัวเอง

ใช่...เธอเดินทางมาแสนไกล จากเปลวไฟแห่งมหาอัคนี สู่มหาเมฆดำดำบรรพ์ แปรผันเป็นวงจักรแห่งดารา อันคลี่คลายเป็นสมุทรพสุธาใต้ห่าฝนและแถบรุ้ง

เธอเดินทางมาแสนนานกว่าจะเกิดเป็นเผ่าพันธุ์ เธอคือถ่านเถ้ารอุอุ่นจากปลายยอดแห่งขุนเขา คลุกเคล้าด้วยเกล็ดหิมะในราตรีและน้ำค้างแห่งรุ่งอรุณคือดินน้ำไฟลมอันผสมกลมกลืน จากภูผา ทุ่งธาร และอากาศสกล

เธอคือส่วนเสี้ยวของดวงดาว ที่มิได้เปลี่ยนรูปโดยอุบัติเหตุหากเป็นผลแห่งอุบัติการณ์...

แท้จริงเธอคือจิตวิญญาณอันเอกภพแสดงตน

***********************************

จบค่ะ อาจจะดูยาวไปหน่อย
แต่เรื่องราวหากได้อ่านดีๆ มันก็มีดีบ้างเหมือนกัน
อย่าเพิ่งมองที่ตัวตนของคนเขียน แต่จงอ่านสิ่งที่เขาเขียน
แล้วบางทีเราอาจจะได้อะไรใหม่ๆดีๆกับตัวเอง...

ขอบคุณค่ะ

เริ่มหนาวอีกแล้วเหรอ

ปีนี้ฤดูหนาวมาเร็วและมาไกลกว่าที่คิด
ขณะเขียน อยู่ที่เมืองอุทัยธานี จังหวัดเล็กๆจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือตอนล่าง หรือทางภาคกลางตอนบน ..อากาสเริ่มเย็น
เย็นที่เท้าที่ขา และขาเริ่มแตกลาย ไม่น่าเชื่อว่าจะเย็นได้ถึงขนาดนี้

นี่เป็นฤดูหนาวครั้งแรกของชีวิตที่อยู่อุทัยธานี
การเดินทางอีกขั้นหนึ่ง ของชีวิต จะเป็นการเดินหน้าหรือถอยหลังก็ไม่รู้

ที่ว่าเดินหน้าคงเห็นจะเป็นเรื่องราวของความรู้ ชีวิต จิตใจ
ที่จำเป็นและสมควรที่ต้องดำเนินต่อไปข้างหน้าตามเข็มนาฬิกา หรือตามลมหายใจเข้าออก
ไม่แปลก ...

แต่ที่ถอยหลังเห็นจะเป็นระยะทาง...
จากเมืองน่าน เมื่อฤดูหนาว 2-5 ปีก่อน อยู่ที่กรุงเทพ ร่ำเรียน เดินทางและมีความฝัน
1 ปี ก่อนอยู่นครสวรรค์ กับงานแรกของชีวิตการทำงาน
และปีนี้ถอยกลับลงมาอีกกว่า 30 กิโลเมตร อยู่ที่อุทัยธานี
ดูเหมือนเส้นทางจากบ้าน ถึงที่นี่ยังคงห่างไกล...

มันหนาวจริงๆๆ 555

อิสระเสรีภาพ...

"...เธออยาก บินไป ใต้ฟ้ากว้าง
ระหว่าง เมฆพราว ดาวพราย
ด้วยเสียง เรียกร้อง ของหัวใจ
รุมเร้า แรงไฟ ตามฝัน
เธออยาก เป็นอย่างที่ ลอยล่อง
ท่องสู่ อิสระ อันนิรันดร์
ข้ามผ่าน กาลเวลา และคืนวัน
จนถึง ฝั่งฝัน เสรี... "

ท่อนแรกของบทเพลง ความฝัน-ความจริง ของคาราบาว
มันกล่อมฉันสู่ภวังแห่งความฝัน
และปลุกฉันให้พบความจริงในตอนท้ายของเพลง

"...แต่ลึก ลงใน ความจริงนั้น
ทุกสิ่ง เกี่ยวร้อย กันพันธนา
แม้ดาว ยังโอบ ด้วยฟ้า
และโลก ที่กว้างกว่า ก็ขังเธอ
ความจริง อาจทำ เธอช้ำชอก
แต่บอก นิยาม ความนัย
อิสระ เสรี อยู่ที่ใจ
ให้เธอ เรียนรู้ อยู่กับมัน..."

................................

อิสระ เสรี หรืออะไรล่ะที่เราทั้งหลายร้องหา
ความฝัน การเดินทาง ...ชีวิตเสรี
สิ่งเหล่านี้ที่นักฝันทั้งหลาย ไขว่คว้าและตามหา
ไม่เว้นแม้แต่ฉันเองด้วย

มีโอกาสได้อ่านที่ตัวเองบันทึกไว้
เต็มไปด้วยความฝัน และกลิ่นไอแห่งการเดินทาง
แต่กลับว่างเปล่าด้วยจุดหมาย
นั่นคงเพราะ ณ ขณะเขียน ไม่ได้มีจุดหมายอะไรอยู่
จุดหมายของการเดินทาง ก็คือการเดินทาง
จุดหมายของความใฝ่ฝัน ก็คือการใฝ่ฝัน
มันไม่มีรูปร่าง มันคือจินตนาการ ที่คิดดูแล้ว
เหมือนมโนภาพที่สร้างขึ้นเพื่อวิ่งตามหาให้ถึง
แต่ไม่เคยจะถึงได้เสียที

ฉันไม่ได้ท้อแท้และหมดหวังกับโลก
ยืนยันด้วยสติสัมปะชัญญะ ว่ายังไม่ได้เพี้ยนถึงขั้นนั้น
แค่เพียงใช้เวลาเพื่อไตร่ตรองสิ่งทั้งมวลมากไปหน่อย

เพื่ออะไร ???
เพื่อเข้าใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น

แล้วได้อะไร???
คงได้รู้จักตัวเองมากขึ้น

แล้วไงต่อ???
พอรู้จักและเข้าใจว่าตัวเองคืออะไร ต้องการสิ่งใดจริงๆ
ต้องการมีชีวิตเพื่อความฝัน หรือเพื่อความจริง
หรือเพื่อแสวงหาสิ่งใด ทรัพย์สิน เงินตรา
ชื่อเสียง เกียรติยศ ความรัก ความใคร่
หรืออะไรกันแน่ที่ต้องการ และอะไรกันแน่คือความจริง
มิใช่ฝันไป...

เพื่อ???
เพื่อเสรีภาพแห่งจิตใจ ที่ไม่ถูกพันธนาการด้วยความใฝ่ฝัน
ไม่ถูกพันธนาการด้วยวันเวลา
ใช่หรือไม่ล่ะว่า "เวลา"
คือห้วงแห่งความต้องการ
เวลาเริ่มขึ้น เมื่อมีความต้องการ
และสิ้นสุดลง เมื่อสิ้นสุดความต้องการหรือได้ตามต้องการแล้ว

และนั่นเองที่ฉันกำลังจะบอกว่า
ฉันต้องการเสรีภาพจากความใฝ่ฝัน
และต้องการเสรีภาพจากเวลา
ฉันจึงต้องการที่จะรู้จักและเข้าใจตัวเอง
เพื่อจะไม่ให้ถูดรุมเร้าด้วยแรงไฟเพื่อตามฝัน

เมื่อนั้นเองฉันจะมีอิสระและเสรีภาพอย่างแท้จริง
และไม่ต้องออกเดินทางอย่างบ้าบิ่น เพื่อตามหาสิ่งที่ไม่มีตัวตน
แต่จะอยู่กับความจริง อย่างเข้าใจความฝัน
เพื่อจะให้ไม่ถูกเขี้ยวของโลกทิ่มแทง..

คงไม่ยากเกินไปหรอกนะ...หากจะเริ่มต้น
แล้วถึงวันนั้น...ฉันจะเล่าให้เธอฟัง

๒๕ มีนาคม ๒๕๕๒

บ้านเค้าแคระ ตอนที่ 2

ได้เล่าเรื่องบ้านเค้าแคระแบบ กระท่อนกระแท่นไปแล้วเมื่อวาน
ดูเหมือนไม่ได้สาระอะไรเกี่ยวกะเค้าแคระเลย

อืม

ลองใหม่ เล่าอีกทีให้ชัดเจน
บ้านเค้าแคระ ที่จริงคือชื่อสมมุติ เป็นบ้านที่ไม่มีอยู่จริง
เหมือนกับบ้านกริฟฟินดอร์ ในแฮรี่พอตเตอร์
ยังไงยังงั้น บ้านเค้าแคระ เป็นที่รวมของเหล่าสมาชิก
แบบสมัครเล่นของบ้านนกฮูก



มีลักษณะภายนอกเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น
มีชั้นบน มีชั้นล่าง มีหน้าแต่ไม่มีหลังบ้าน
บ้านเช่าที่สมัยหนึ่งเจ้าของ สร้างไว้ให้พวกเจ้าหน้าที่ป่าไม้
มาเช่าอาศัย นับโดยอายุเจ้าของที่เป็นอาม่า แล้ว
บ้านหลังนี้ก็น่าจะมีอายุมากกว่า 20 ปี
คงผ่านเจ้าของมาหลายชุด
กว่าจะมาถึงมือเราในวันนี้




............................................

แต่นั่นไม่ได้สำคัญเท่าไหร่นัก
ไม่ว่าบ้านจะนาน หรือไม่สิ่งสำคัญคือ บรรยากาศ
เราพยายามจะเรียก ที่อยู่ตอนนี้ว่าบ้าน
มันก็ต้องสร้างบรรยากาศ ให้ดูรู้สึกว่าบ้าน
อะไรมั่งล่ะ เป็นต้นว่า มีกิจกรรมร่วมกัน
อย่างกินข้าว ดูทีวี
แต่บางทีด้วยชีวิตชาวโสด มันก็ต้องการเวลานอก
แต่ด้วยลักษณะของสังคม เขาก็ต้องการของเราเหมือนกัน

ก็ให้ได้เท่าที่จะให้ พยายามทำให้ทุกวัน ดีแล้ว
อืม ไม่มีอะไรสมบูรณ์ที่สุด
แต่เมื่อคิดว่าทำดีที่สุดแล้ว ก็โอเคนะสำหรับเรา

..............................................

แล้วเรื่องราวบ้านเค้าแคระ ก็ดำเนินมาเรื่อยๆ
มร ออกไปในเดือนแรก
ไปทำงานที่ห้วยขาแข้ง
และมีคนมาพักผ่อน ที่บ้านเราหลายคน
คนที่มาบ่อยสุดเห็นทีจะเป็นพี่ต่อ แฟนพี่ส้ม
อันนี้ก็เป็นสีสัน ความแปลกใหม่อีกเรื่องหนึ่งของบ้านเรา

เอาเป็นว่า บ้านเค้าแคระก็เป็นสุขดี
และในอนาคต จะไปอยู่ที่ไหน ก็ได้ไม่จริงจัง

แต่หวังเหมือนกันว่าจะได้บินกลับรัง ของเราจริงๆ
ในเวลาอันใกล้

..............................................

จบไม่ค่อยเท่ห์เท่าไหร่ แต่คิดไม่ออก แค่นี้ละกัน

๒๔ มีนาคม ๒๕๕๒

บ้านเค้าแคระ

มีโครงการจะเขียนเรื่อง "บ้าน" นานแล้ว แต่จนวันนี้ก็ยังไม่ได้ลงมือเขียนเสียที
วันนี้นึกครึ้มใจ อืมเขียนถึงเสียหน่อย ด้วยว่าโอกาสและอารมณ์มันพอเหมาะกัน
บ้านหลังนี้ ชื่อ "บ้านเค้าแคระ" เป็นบ้านหลังที่เท่าไหร่ไม่รู้แล้วในชีวิตนี้
ที่จริงจะว่าไปแล้ว ก็ไม่เคยมีบ้านกะเขาหรอกในชีวิตนี้
และไม่คิดจะมีกะเขาด้วยสิ ช่างมันเรื่องนี้

ทำงานแลกที่อยู่ อาหาร มันเป็นธรรมดาของชีวิต
หลังจากเรียนจบมาทำงานที่นครสวรรค์
อืม สำนักงานมรดกโลกทางธรรมชาติฯ
หน้าตาเป็นแบบนี้



ห้องเล็กๆที่อยู่ทางขวามือสุด
เป็นห้องกระจกที่อยู่ข้างนอก มีลักษณะเป็นห้องประชุม
ในนั้นเป็นห้องทำงาน ที่เราเรียกว่า อ๊อฟฟิศ
มีคนอยู่ทั้งหมด 3 คนทำงานจุกจิกๆๆ อยู่ทั้งวัน
...................................

เช้ามาทำงาน
เย็นกลับบ้าน

วันหนึ่งขากลับ
เดินไปถ่ายรูปไป พลันก็รู้สึกว่า
โตแล้วหรือเรา
อืมดูจากรูปถ่าย ก็คงจะใช่



ทำไมล่ะ ???
คงเพราะเราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น
ทั้งดีและไม่ดี ที่ไม่ดีคงเพราะไม่ดีต่อตัวเอง หรือตัวเองไม่ดีต่อคนอื่น
มันมีหลายเรื่องของชีวิต

อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่าจะต้องเอามาบันทึกไว้
แต่เพราะว่าเกี่ยวกับเรื่องบ้านเค้าแคระ
มันเลยต้องเอาเกี่ยวด้วย

บ้านเค้าแคระ ก็คือบ้านเช่า เรือนไม้ 2 ชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้
มันเป็นชื่อที่ตั้งจากสมาชิกบ้านนกฮูก เพราะว่าสมาชิกบ้านเค้าแคระ
นี่แคระสมตัวจริงๆ
สมาชิกยุคบุกเบิกในตอนนั้น ก็ได้แก่
พี่ส้ม หนุ่น เมยลี่ หรือมร และตัวเราเอง




สภาพหน้าบ้าน เป็นฝุ่นเพราะมีการสร้างถนนใกล้ๆ
มีต้นมะม่วง 2 ต้น 2 พันธุ์ คือพันธุ์ ทวาย (ใช่หรือเปล่าไม่รู้) ต้นเล็กๆหน้าบ้าน
และมะม่วงสามฤดู

...............................................

เจ้าดอกประดู่

หลังจากที่ทำงานอุดอู้ในห้องแคบมาทั้งวัน
มีโอกาสเดินออกไปยืดขา ด้วยเพราะทนความปวดฉี่ไม่ไหว
เดินไปมองพื้น มองต้นไม่ไป
พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเจ้าดอกไม้สีเหลือง
หล่นเกลื่อนเต็มพื้น หยุดเดินแล้วแหงนมอง

นั่นเธอหรือนี่ "เจ้าดอกประดู่" เพื่อนยาก (ยากที่แปลว่าหาได้ยาก)
เพื่อนเก่าที่รัก และยังคิดถึงตลอดเวลา

...........................................

ย้อนกลับไปเมื่อวันนี้ของอาทิตย์ก่อน
เดินมาทำงานที่ห้องสี่เหลี่ยมหลังเดิมพลันก็มองเห็น
ดอกสีเหลืองอร่ามเต็มต้น อันสูงใหญ่ ด้วยความรีบเร่ง คว้าเอากล้อง
ตัวเล็กๆ ออกมาถ่ายความสวยงามที่ต้องจ้องดูนานๆ



ภาพอาจดูเหมือนมองไกลๆ และไม่ค่อยชัดเจนนัก
อันนี้มันลักษณะเด่นของเธออยู่แล้ว
ดอกช่อแบบถั่ว สีเหลือง เล็กๆๆๆๆๆๆ มาก
เมื่อมองจากไกลๆ เห็นเป็นปื้นๆ สีเหลืองๆ

ฉันแอบหลงรักและนึกนิยม ในตัวเธอมานาน
จำได้ว่าช่วงเวลาประมาณนี้ของปีที่แล้วก็ได้เคยกล่าวถึง
ความน่ารัก น่าเสน่หาของเธอ

เหตุที่เรียกเข้าประดู่ดอกว่าเธอ ก็เพราะอยากให้เกียรติ
ในฐานนะผู้สูงส่งของพัฒนาการ
ถามว่าอย่างไรนะหรือ

ก็เพราะเจ้าประดู่ นานๆทีจะมีดอก ออกช่อให้เราเห็นสักครา
แล้วเมื่ออกดอกแล้วโดยทั่วบริเวณจะมีกลิ่นหอม
เหมือนกลิ่นน้ำผึ้งป่าหอมอบอวลตลอดเวลา มันให้ความรู้สึก
ถึงธรรมชาติ ถึงความเบิกบานของชีวิตดีเสียจริง

และไม่ว่าจะยื้อหยุดขอร้องปานใด เธอก็จะร่วงโรยในเวลาอันสั้น
ประหนึ่งว่ากลัวผู้ใดจะเชยชมความงามสิ้นสวย
โอ้ววว มันน่าชื่นชมนักในศักดิ์ศรี
เธอมีหน้าที่ ให้ความสุขแก่โลก ด้วยสีสันและกลิ่นหอม
และยังเฝ้าบอกถึงสัจธรรมที่ว่า ไม่มีอะไรเที่ยงแท้และแน่นอน

...........................................

ลืมเจ้าดอกประดู่ไปเสียสิ้น เพราะคิดว่ามาเร็วแล้วคงไปเร็ว
ด้วยเพราะต้องไปทำงานในห้วยขาแข้งเสียหลายวัน
คงมิทันได้พูดคุยและชื่นชม

หวังเพียงว่าฤดูกาลใหม่ ต้นใหม่คงอวดโฉม ให้ได้ชมในสักครา

แต่วันนี้เหมือนเป็นรางวัลก้อนใหญ่ของธรรมชาติ
สำหรับความเหน็ดเหนื่อยทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมา
ให้เจ้าดอกประดู่ต้นเดิม กลับมาอวดช่ออีกครั้ง
พาความชื่นอกชื่นใจมาให้ไม่น้อย



..........................................

ไม่ใช่เพราะมันสวย
แต่มันมีคุณค่า หากเพียงแต่เราจะมองมันอย่างรู้จัก
รักและเข้าใจ ในชีวิต ในสรรพสิ่ง

เจ้าดอกประดู่ อาจไม่มีค่าพอให้ได้อวดชมในหมู่กว้าง
เพราะเวลาของมันไม่ได้มีไว้เพื่อรอคอยผู้ชื่นชม
เมื่อได้เห็น ได้พบ และพิจารณา จะรู้จักคุณค่าของมัน

..........................................

สำหรับฉันแล้ว เจ้าประดอกประดู่ มิได้ทำหน้าที่เพียงดอกไม้ป่าที่น่าชม
หากคือเพื่อนเก่า ที่ยังคงซื่อสัตย์ไม่เปลี่ยนแปลง
ชั่วนาตาปี จนกว่าชีวิตเราจะม้วยมอด
ยังเชื่อมั่นว่ามันจะทำหน้าที่นั้นของมัน
เช่นเดียวกัน เราก็คงต้องทำหน้าที่ของเรา
เป็นเหมือนเจ้าดอกประดู่ ที่ทรงค่าน่าชื่นชม

หวังอีกว่าจะได้พบเจอกันตลอดไป

๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

อิสระเสรีภาพ...

"...เธออยาก บินไป ใต้ฟ้ากว้าง
ระหว่าง เมฆพราว ดาวพราย
ด้วยเสียง เรียกร้อง ของหัวใจ
รุมเร้า แรงไฟ ตามฝัน
เธออยาก เป็นอย่างที่ ลอยล่อง
ท่องสู่ อิสระ อันนิรันดร์
ข้ามผ่าน กาลเวลา และคืนวัน
จนถึง ฝั่งฝัน เสรี... "

ท่อนแรกของบทเพลง ความฝัน-ความจริง ของคาราบาว
มันกล่อมฉันสู่ภวังแห่งความฝัน
และปลุกฉันให้พบความจริงในตอนท้ายของเพลง

"...แต่ลึก ลงใน ความจริงนั้น
ทุกสิ่ง เกี่ยวร้อย กันพันธนา
แม้ดาว ยังโอบ ด้วยฟ้า
และโลก ที่กว้างกว่า ก็ขังเธอ
ความจริง อาจทำ เธอช้ำชอก
แต่บอก นิยาม ความนัย
อิสระ เสรี อยู่ที่ใจ
ให้เธอ เรียนรู้ อยู่กับมัน..."

................................

อิสระ เสรี หรืออะไรล่ะที่เราทั้งหลายร้องหา
ความฝัน การเดินทาง ...ชีวิตเสรี
สิ่งเหล่านี้ที่นักฝันทั้งหลาย ไขว่คว้าและตามหา
ไม่เว้นแม้แต่ฉันเองด้วย

มีโอกาสได้อ่านที่ตัวเองบันทึกไว้
เต็มไปด้วยความฝัน และกลิ่นไอแห่งการเดินทาง
แต่กลับว่างเปล่าด้วยจุดหมาย
นั่นคงเพราะ ณ ขณะเขียน ไม่ได้มีจุดหมายอะไรอยู่
จุดหมายของการเดินทาง ก็คือการเดินทาง
จุดหมายของความใฝ่ฝัน ก็คือการใฝ่ฝัน
มันไม่มีรูปร่าง มันคือจินตนาการ ที่คิดดูแล้ว
เหมือนมโนภาพที่สร้างขึ้นเพื่อวิ่งตามหาให้ถึง
แต่ไม่เคยจะถึงได้เสียที

ฉันไม่ได้ท้อแท้และหมดหวังกับโลก
ยืนยันด้วยสติสัมปะชัญญะ ว่ายังไม่ได้เพี้ยนถึงขั้นนั้น
แค่เพียงใช้เวลาเพื่อไตร่ตรองสิ่งทั้งมวลมากไปหน่อย

เพื่ออะไร ???
เพื่อเข้าใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น

แล้วได้อะไร???
คงได้รู้จักตัวเองมากขึ้น

แล้วไงต่อ???
พอรู้จักและเข้าใจว่าตัวเองคืออะไร ต้องการสิ่งใดจริงๆ
ต้องการมีชีวิตเพื่อความฝัน หรือเพื่อความจริง
หรือเพื่อแสวงหาสิ่งใด ทรัพย์สิน เงินตรา
ชื่อเสียง เกียรติยศ ความรัก ความใคร่
หรืออะไรกันแน่ที่ต้องการ และอะไรกันแน่คือความจริง
มิใช่ฝันไป...

เพื่อ???
เพื่อเสรีภาพแห่งจิตใจ ที่ไม่ถูกพันธนาการด้วยความใฝ่ฝัน
ไม่ถูกพันธนาการด้วยวันเวลา
ใช่หรือไม่ล่ะว่า "เวลา"
คือห้วงแห่งความต้องการ
เวลาเริ่มขึ้น เมื่อมีความต้องการ
และสิ้นสุดลง เมื่อสิ้นสุดความต้องการหรือได้ตามต้องการแล้ว

และนั่นเองที่ฉันกำลังจะบอกว่า
ฉันต้องการเสรีภาพจากความใฝ่ฝัน
และต้องการเสรีภาพจากเวลา
ฉันจึงต้องการที่จะรู้จักและเข้าใจตัวเอง
เพื่อจะไม่ให้ถูดรุมเร้าด้วยแรงไฟเพื่อตามฝัน

เมื่อนั้นเองฉันจะมีอิสระและเสรีภาพอย่างแท้จริง
และไม่ต้องออกเดินทางอย่างบ้าบิ่น เพื่อตามหาสิ่งที่ไม่มีตัวตน
แต่จะอยู่กับความจริง อย่างเข้าใจความฝัน
เพื่อจะให้ไม่ถูกเขี้ยวของโลกทิ่มแทง..

คงไม่ยากเกินไปหรอกนะ...หากจะเริ่มต้น
แล้วถึงวันนั้น...ฉันจะเล่าให้เธอฟัง

๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

โอ - ปะ - ปา - ติ - กะ

โอปปาติกะ = การเกิดอย่างฉับพลัน ไม่มีการปฏิสนธิ ไม่มีพ่อแม่
เปลี่ยนจากสภาพหนึ่งเป็นสภาพหนึ่ง ไม่มีผู้หญิง ไม่มีผู้ชาย

คำนี้มีมานานแล้ว ตั้งแต่บรรพกาล
ไม่นานมานี้มีคนเอามาทำเป็นหนัง เรื่อง โอปปาติกะ เกิดอมตะ
เพิ่งจะได้ดูหลังจากที่ออกฉายจนลาโรง มานาน



ในหนังเล่าถึงเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งบนโลก
ที่ใช้ชีวิตปะปนอยู่กับผู้คนทั่วไป แต่ละคนที่เป็นโอปปาติกนั้น
จะได้รับพลังพิเศษบางอย่างที่ทำให้มีความสามารถเก่งกาจเหนือคนอื่น ๆ
หากแต่พลังพิเศษนั้นก็มีขีดจำกัดในการใช้ และจะค่อย ๆ หมดไป
เมื่อสิ้นอายุขัยในที่สุด

............................

ที่ดูเรื่องนี้ก็เพราะว่าได้ไปอ่านหนังสือเล่มเดียวกับเรื่องที่แล้ว
อยากรู้ว่าโอปปาติกะ ที่สร้างขึ้นกับความหมายโดยนัยของพระพุทธเจ้า
นั้นต่างกันอย่างไร

...........................

ในหนังเป็นเรื่องของการเกิดอมตะ นั่นคือการเกิดโดยฉับพลัน
นั่นคือชีวิตหลังความตาย คนที่เป็นโอปปาติกะได้เพราะฆ่าตัวตาย
แล้วชีวิตหลังความตายของเขาก็ใช้ชีวิตร่วมกับพลังพิเศษ
ที่เคยมีอยู่ตอนเป็นมนุษย์แต่ไม่เคยได้ใช้
ในหนัง จะออกแนวเลวๆ ทั้งที่จริงมนุษย์ก็มีมุมเลวด้วยกันทุกคน
ถ้าดูเพียงผิวเผิน ก็ออกจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
แต่พอดูเข้าจริงๆ มนุษย์ทุกคน หรือเกือยทุกคน
มีภาวะแห่งความเลวซ่อนอยู่ในตัวเอง
หลายคนมีสติมากพอที่จะยับยั้ง ชั่งใจ แต่อีกมากมาย
ที่ไม่สามารถยุติความเลวของตนเองได้

ทีนี้พอเป็นโอปปาติกะ แล้วก็ใช้ชีวิตในมิติหนึ่งคือคนก็ไม่ใช่
สัมภะเวสีก็ไม่เชิง ก็เลยเป็นโอปปาติกะ แล้วจุดเกิดของเรื่องก็คือ
มีโอปปาติกะ คนหนึ่งต้องการชีวิตอมตะ จึงจะกินหัวใจของตัวอื่น
โดยใช้ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นเหยื่อล่อ ให้ทุกตัวมาติดกับ
ติดหล่มที่ความรัก...

แล้วเรื่องมันก็จบลงที่ว่า แท้ที่จริงผู้หญิงคนนั้นไม่มีอยู่จริง
คือภาพหลอนที่เกิดจากโอปปาติกะตนหนึ่งสร้างหลอกขึ้นมา
เพื่อล่อทุกตัวมาติดกับ...
ในตอนนี้ชอบมากคือที่ว่า ...ไม่มีอยู่จริง สร้างจากความรู้สึก
และความอ่อนแอในใจของทุกคน...

สุดท้ายก็ตายหมด เหลือตัวเดียวที่มีพลังพิเศษ คืออมตะ ไม่ตาย
แต่ก็ใช่ว่าจะดีเพราะมันไม่มีวันตาย และเป็นทุกข์กับความเป็นอมตะ
ชั่วนิรันดร....

............................

ทีนี้กลับมาถึงเรื่องที่ว่าหนังสือ "ศิลปแห่งชีวิต"
ก็มีตอนหนึ่งที่พูดถึงโอปปาติกะ
มานัยของพระพุทธเจ้า โอปปาติกะก็คือการผุดขึ้นโดยทันที
ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีเพศ เกิดแล้วโตเลย ใช้ได้เลย
ทีนี้ถ้าเกิดดีก็ดี แต่ถ้าเกิดไม่ดีก็คงจะเป็นอย่างในหนัง

แล้วมันคืออะไร?? ชักจะงงๆ
ก็คือว่าเป็นการเปลี่ยนจิตของตัวเอง
ง่ายๆคืออย่างเมื่อก่อนมีจิตใจหยาบกระด้าง
ฆ่าสัตว์ปไม่เลือกหน้า หรืออื่นๆที่ปฏิบัติแล้วไม่งดงาม

ที่นี้พอได้เรียนแล้ว รู้แล้ว ก็หันกลับมาสู่วิถีทางใหม่
น้อมรับเอาพระพุทธเจ้าจริงๆมาไว้กับเนื้อกับตัว
ไว้กับลมหายใจเข้าออก
คือมีองค์สมัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง
พอมีแล้ว พุทธะก็เกิด คือเป็นโอปปาติกะ นั่นเอง

ไม่ต้องบ่มเพาะ ไม่ต้องเลี้ยงดู เกิดและเป็น
ผู้ที่มีพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ ประหนึ่งว่าคือพระพุทธเจ้า

พูดไปแล้วก็ดูน่าตลกสำหรับคนที่ ไม่เคยได้รู้ได้ศึกษา
แต่ถ้าได้อ่านก็ขออย่าได้ลบหลู่
เอาว่าเพียงทัศนะหนึ่งที่มีโอกาสได้รับฟัง

.........................

จากหนังมาสู่ชีวิตจริง
บางครั้งเราอาจเข้าใจความหมายของอมตะผิดไป
จริงอยู่คือการไม่ตาย
แต่มันไม่ใช่แค่ไม่ตาย มันคือไม่ทุกข์ ไม่ติด ไม่ยึดสิ่งใด
เป็นสุขนิรันกาล นี่ไม่ใช่หรือที่จะเรียกว่า...มีชีวิตนิรันดร์

เมื่อความรักทักทาย...

เดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรักตามคำบอกกล่าวของใครหลายคน
แต่สำหรับตัวเองแล้ว ไม่ยักจะรู้สึกว่ามันพิเศษกว่าเดือนอื่นตรงไหน
หรือเพราะไม่ได้แสดงความรัก ไม่ได้รับความรัก อย่างหนุ่มสาวโดยทั่วไป

ที่ผ่านมาได้เห็นเพื่อนหลายคน สบตาทักทายกับความรัก
หลายคนถูกพิษของมันทิ่มแทงจนไม่รู้ว่ารักเมื่อครั้งที่เคยหวาน
นั้นมันรู้สึกอย่างไร...
แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะยังมีอีกหลายคนที่ยังสามารถประคอง
ความรู้สึกแรกเริ่มของความรักนั้นเอาไว้ได้
แม้บางครั้งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเกเรออกนอกเส้นทางบ้างก็ตาม
แต่สุดท้ายก็สามารถที่จะฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกัน
ถึงทุกวันนี้ได้

ใช่หรือไม่ว่าโลกนี้คือโลกของความรู้สึก
บางสิ่งไม่มีอยู่จริง แต่เราสร้างให้มีอยู่ เกิดขึ้นด้วยความรู้สึก
ความดี ความงาม บางครั้งมันไม่ได้มีอยู่
เพราะความรู้สึกรัก จึงสร้างความงามให้มากขึ้น เพื่อเป็นเหตุและผล
ให้สามารถรักได้อย่างไร้ข้อครหา

บางครั้งเราเห็นหลายคนหลายคู่ที่ดูแล้ว มุมไหนก็ช่างไม่น่า
จะคบหาเป็นคู่รักกันได้...??
เรื่องนี้มันมีหลายอย่างอยู่ในนั้น ในทางที่เราเข้าใจง่ายๆ
ก็เพราะความรู้สึกที่อบอวลอยู่ จะเป็นความผูกพันก็ดี
ความนับถือ ความชื่นชม เหล่านี้สร้างให้เกิดความรู้สึกรัก
เพราะมันคือต้นทุน เมื่อรักตามทุนที่มี ความรักย่อมสนองได้
คล้ายเป็นกำไร เช่น หากรักด้วยความผูกพันเราย่อมคาดหวัง
ได้ถึงความรักและความผูกพันเป็นต้น

ที่ผ่านมาฉันสงสัยว่า ทำไมเราต้องมีรัก ต้องมีครอบครัว
ไม่มีจะได้ไหม แต่ก้เพราะยังมีหัวใจ มีสังขาร
จึงไม่แปลกเลยที่ตัวเองก็ยังรู้สึกโหยหาอะไรบางอย่าง
จะเรียกว่าโหยหาความรักก็ไม่เชิงนักหรอก...
ฉันแทบไม่เคยรู้สึกว่าเมื่อความรักทักทายแล้ว โลกมันจะเป็นยังไง
แต่ฉันมีความรู้สึกได้ว่าเมื่อความสงบมาทักทายแล้วฉันอยากจะ
เก็บเวลาเหล่านั้นไว้ชั่วนิรันดร์

เมื่อวานได้อ่าหนังสือชื่อ "ศิลปแห่งชีวิต" ของท่านพุทธทาส
ได้ไขข้อข้องใจหลายประการ
รวมทั้งว่าทำไมเราจึงต้องอยู่อย่างครอบครัว คำตอบที่น่าพอใจสำหรับฉัน
คือเพราะมันเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติที่มนุษย์ต้องการสิ่งประโลมใจ
ธรรมชาติที่ต้องมีความรู้สึกเหงาและโหยหา และธรรมชาติที่ต้องสิบเผ่าพันธุ์...

สืบพันธุ์เพื่ออะไร ก็เพื่อก้าวสู่วิวัฒนาการขั้นต่อไป
และวิวัฒนาการขั้นสุดท้ายจริงๆคือมนุษย์ต้องนิพพาน
นั่นคือการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งมวล และหลุดพ้นจากโลกแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
แต่เมื่อคนต้องตาย ตามกฏเกณฑ์ คนจึงต้องสืบพันธุ์เพื่อให้มีลูกหลาน
ที่จะสามารถสืบทอดอุดมการณืหรือมรดกโลกแห่งนิพพาน
และการสืบพันธุ์มันต้องมีคู่จึงเกิดการแต่งการ การสมสู่ มีบุตร และครอบครัวตามมา
ไม่เพียงเท่านั้น การสืบพันธุ์หากพิจารณาดูแล้วมันคือเรื่องสกปรก น่าเกลียด
น่าขยะแขยง (ไม่เชื่อลองพิจารณาดู) ดังนั้นจึงต้องมีค่าจ้าง เพื่อที่จะให้มีการสืบพันธุ์
นั่นคือความรู้สึกทางเพศที่เกิดจากการสืบพันธุ์นั่นเอง

ไม่รู้ว่าเธอพอจะมองภาพออกไหม ว่าฉันต้องการบอกอะไร
ก็อย่างที่บอกไป จากตรงนี้ก็เลยลองคิดต่อว่า
ในฐานะที่เราเป็นผลผลิตของบรรพชน ที่ให้รับมรดกที่ต้องนิพพาน
คือการหลุดพ้นจากทุกข์และสังสารวัฏ ฉะนั้นหากเราสามารถกลับได้ด้วยภพนี้ของเรา
จำเป็นอีกหรือไม่ที่ต้องมีการสมสู่ ที่น่าเกลียดเช่นนั้น เพื่อรับค่าจ้าง
และเพื่อสิบทอดลูกหลานให้สู่นิพพานต่อไป...

และแล้วความรักแท้จริง...จะทักทายเรา
ไม่ใช่ความรักที่สร้างขึ้นจากไอของความรู้สึก
ไม่ใช่ภาพหมอกควันที่พร้อมจะจางไปกับอารมณืและกาลเวลา
แต่มันคือความรัก ที่นิรันดร...
และหวังว่าฉันและเธอจะพบมันเข้าในสักวัน และได้อยู่กับมันตลอดกาล...

๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

เมื่อฤดูร้อนมาเยือน...

ใต้ต้นฉำฉา เสียงแมลงหน้าร้อนแข่งกันขยับปีกเสียงดังเซ็งแซ่
นี่กระมังคือสัญลักษณ์ของฤดูร้อนที่ธรรมชาติสร้างสรรค์
และพยายามจะบอกกับเรา

มีแต่ความร้อน อบอ้าว ความแล้งและแผ่นดินสีน้ำตาล
มองไปทางไหนรอบกายล้วนอบอวลด้วยไอของแดดที่พร้อม
จะแผดเผาทุกสิ่งที่ไหม้เกรียม

หลายวันมานี้บรรยากาศรอบกายร้อนขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ทั้งๆที่เพิ่งผ่านมาแค่เดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น
ถ้าจะมีใครผิดสำหรับเรื่องนี้ คงหนีไม่พ้นจำเลยเก่าอย่าง
ภาวะโลกร้อน และเอาเข้าจริงๆก็คือพวกเรานี่เอง
ที่พยายามสรรสร้างสิ่งของ วัตถุเพื่อความเจริญ
พร้อมกับการทำลายธรรมชาติและสรรพสิ่งไปในตัว

มาถึงวันนี้เราคงไม่สามารถเรียกคืนความสมดุลกลับมาได้
ทางเดียวกันเราก็ต้องยอมรับชะตากรรมหรือจะเรียกง่ายๆ
คือยอมรับผลแห่งการกระทำของเราเอง

แต่ในความเลวร้ายของฤดูร้อนนี้
ธรรมชาติก็ไม่ได้โหดร้ายกับเราเสียทีเดียว
หากได้สรรสร้างความงดงามแห่งฤดูกาลมาให้เราได้ชื่นชม
อะไรนะหรือ???
หากเธอจะเคยสังเกตต้นไม้ใบหญ้า
เธอจะพบชีวิตและความงามอยู่ในนั้น

ต้นไม้อะไรกันที่ผลิใบในฤดูแล้ง
และยังออกดอกเสียด้วย???

ก็อินทรนิลไงล่ะ ดอกสีม่วงแกมขาว
กำลังผลิใบและอวดดอกสวยของมัน
แข่งกับเปลวแดดอันร้อนระอุ
มันทำได้ยังไงกัน มันทนได้อย่างนั้นเหรอ
ก็คงเพราะธรรมชาติสร้างมันมาอย่างนั้นไงล่ะ
เธอไม่ต้องแปลกใจ ไม่ต้องสงสัย
แต่เธอจงเรียนรู้จากมัน ทุกสิ่งอย่างในโลกมีช่วงเวลาของมัน
มีจังหวะของมัน

ชีวิตของเธอเช่นกัน
เมื่อฤดูร้อนมาเยือน จงเรียนรู้ที่จะปรับตัว
เธอจะถอดใบทิ้งอย่างต้นสัก ต้นเต็ง ต้นรัง
กรือเธอพร้อมจะผลิใบและดอกอย่างอินทนิล
มันก็อยู่ที่ธรรมชาติของเธอเอง...จงเรียนรู้
เพื่อจะอยู่อย่างสมดุล

๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

ลองดูอีกสักที...

ว่างเว้นและห่างหายจากการเขียน ไม่ว่าจะเป็นบล็อกบนโลกออนไลน์
หรือในสมุดบันทึกส่วนตัว
พอเวลาผ่านไป...
เราเริ่มเติบโตขึ้นทั้งความคิดและประสบการณ์
เรากลับมามองแล้วเลยเห็น ช่องว่างของชีวิต ที่ห่างหายไปจากหน้ากระดาษ
เอาเข้าจริงๆแล้วเราแทบจะจำรายละเอียดอะไรไม่ได้เลยถ้าเราไม่ได้บันทึกไว้

มิน่าล่ะ จึงได้มีประเพณี มีวัฒนธรรม เพราะมนุษย์ไม่ได้จดจำอะไรของตัวเองเท่าไหร่
เลยต้องจดจำมันในรูปของประเพณี ที่สืบทอดกันไว้ในรูปแบบของตำนาน หรือตัวหนังสือ

จะว่าไปแล้วเรา หรือมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับสิทธิมากที่สุดบนโลกในนี้
อย่างแรก ง่ายๆเลยคือ มีสิทธิที่จะยืนตัวตรง ตั้งฉากกับพื้นโลกได้
อันนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตไหนที่ทำได้
อย่างที่สองคือ มนุษย์มีตำนาน มีประสบการณ์ให้เล่าขาน มีเรื่องราวที่ล้มเหลว
และสำเร็จให้เล่าขาน ผ่านเรื่องราว ผ่านตำนาน หรือกระทั่งประเพณีเพื่อให้มนุย์ในรุ่นต่อไป
ได้เรียนรู้และนำไปใช้ให้ถูกต้อง

แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้เอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นบทเรียน
ความล้มเหลวของวันนี้ก็คือของที่ผ่านมา

ฉันไม่ได้โทษใคร เพราะแม้แต่ตัวฉันเองก็ไม่ได้เอาบทเรียนในอดีตมาใช้จึงล้มเหลวในที่สุด
ล้มเหลวอย่างไรนะหรือ???

ล้มเหลวสิ ล้มเหลวจากความหวัง จากความฝัน บางครั้งมันพังลงอย่างไม่เป็นท่า
ก็อย่างเรื่องที่จะเขียน บางครั้งขึ้นต้นไว้ แต่ถึงวันนี้ก็หาตอนจบไม่ได้เสียที
เพราะไม่มีพรสวรรค์หรือความพยายามไม่พอก็ไม่รู้นะ
หรืออาจจะทั้ง 2 อย่างนั้นก็ได้

หลายครั้งที่โครงเรื่องที่คิด ต้องพับเก็บอย่างถาวร ความท้อแท้และผิดหวัง
มันพาลให้ไม่ได้คิดเรื่องใหม่เสียที จนในที่สุด
นักเขียนสมัครเล่นคนนั้น แทนที่จะมีชื่อเสียงโด่งดังในวันนี้
เขากลับหายไปจากวงการ อย่างเหลือร่องรอย

........

แต่วันนี้เขากำลังจะกลับมา
ด้วยความมั่นใจเพียงเล็กน้อย
ความเศษความฝันที่หลงเหลือ
ด้วยคิดว่างานเขียนยังเป็นสิ่งที่เขารัก
และด้วยๆๆๆ หลายๆอย่าง
เขาจึงลุกขึ้นอีกครั้ง...แม้จะไม่มีใครรู้จักเขา
แต่อย่างน้อย...เขาก็รู้จักตัวเขาเองมากยิ่งขึ้น