๒๙ มกราคม ๒๕๕๑

แด่เยาว์ที่รัก



สวัสดี เยาว์ที่รัก

นานเท่าไรแล้วนะ ที่ฉันไม่ได้เขียนจดหมายถึงเธอ ก็ฉันนี่แหละ ที่มัวยุ่งอยู่กับชีวิตจนเผลลืมเลือนเพื่อนเก่าอย่างเธอ ขณะนี้ที่ฉันเขียนถึงเธอ ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันว่างจากความยุ่งเหยิงหรอกนะ แต่เพียงเพราะว่าฉันคิดถึงเธอต่างหาก

นั่นก็เพราะมีสาเหตุที่กระตุกมือขวาของฉันให้จับดินสอให้เขียนถึงเธอตามปรารถนาของหัวใจและสมองที่ไหลรินเรื่องราวนี้ถึงเธอ

เมื่อ 4 วันก่อน เห็นจะเป็นวันเสาร์ อาทิตย์ ที่ 19-20 มกราคม ปี 51 นี่แหละมั้ง ฉันมีโอกาสเดินทางไปชนบทอีกครั้งหนึ่ง หลังจากอยู่ในกรุงมาหลายเดือน ณ ที่นั่นร้อนและแห้งแล้งเสียทำให้ผิวสีแทนน้ำผึ้งของฉัน ดูจะเกรียมขึ้นกว่าเดิม ที่นั่นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพ ฯ ห่างออกไปทางเหนืออีกเพียง 222 กิโลเมตรเท่านั้น ที่นั่นคือจังหวัดอุทัยธานี นั่นเอง

ครานี้ฉันเดินทางไปพร้อมกับอาจารย์เกด และน้องๆเตรียมแพทย์ฯ ปี 1 ที่กำลังสดใส วันกระเต๊าะเลยล่ะ ขณะเดียวกันกับที่ฉันอยู่ในวัยใกล้ฝั่งปริญญาตรี อยู่ไม่กี่วันนี้ อืม..ก็น่าจะยินดีกับฉันสินะถึงจะถูกที่อุตส่าห์พากเพียรมาได้ถึงวันนี้

เราเดินทางด้วยรถบัส 2 คัน ฉันนั่งรถคันแรก ตลอดเส้นทางหมายเลข 32 มีเสียงร้องเพลง ตีกลอง ของน้องๆอย่างสนุกสนานเฮฮา นั่นแหละเยาว์ที่กระตุ้นต่อมคิดถึงของฉันขึ้นมาครามครัน ฉันแอบยิ้มอยู่คนเดียวกับเพลงลูกทุ่งที่เนื้อร้องคุ้นหู อย่าง เพลง...อายุ 15 มาเป็นสาวรำวง หรือเพลงของเสก โลโซ ไม่นึกเลยว่าเด็กๆรุ่นนี้จะร้องเพลงเหล่านั้นอยู่

ยังพอจะจำได้ไหมเยาว์ เมื่อครั้งนั้นเราเคยได้ตีกลอง ร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางบรรยากาศรถทัวร์อย่างนี้ ฉันจำได้นะว่าเธอร้องเพลงไม่ค่อยจะเป็นกะเขาหรอก แถมยังร้องเพี้ยนอีกต่างหาก นี่ถ้าไม่ได้เสียงเพื่อนๆกลบ ไม่งั้นเธอคงปล่อยไก่ทั้งฟาร์มแน่

เส้นทางจากกรุงเทพฯ สู่อุทัย ดูเหมือนจะเดินทางฝ่าพายุแดด และความร้อนแล้งของแผ่นดินสีน้ำตาลอย่างชนบทเมืองไทย แต่ดีนะที่มีท้องทุ่งสีเขียวมาทำให้ดูสดชื่นขึ้นบ้าง และที่สำคัญกว่านั้นคงเป็นเพราะรอยยิ้มเก่าๆ เสียงแปร่งๆของเธอด้วยกระมัง ที่ทำให้หัวใจฉันชุ่มฉ่ำ และตื่นลุกขึ้นตลอดทาง

ถึงอุทัยธานี เกือบเที่ยง คณะของเราแวะทานกลางวันที่วัดดอนหวาย ที่นี่เองฉันเจอปลัดคนหนึ่ง ชื่อปลัดปอ เธอเอ๊ย เขาช่างเหมือนกับปลัดในนิยายเรื่องบ้านเกิด ของสีฟ้า ที่เธอยัดเยียดให้ฉันอ่านเลยล่ะ ดูมีอุดมการณ์ มีไฟที่จะพัฒนา จะต่างก็ตรงที่ปลัดปอคนนี้ ไม่ได้เกิดที่อุทัย และไม่ได้จบรัฐศาสตร์จุฬา เท่านั้นกระมัง (เธอคงไม่ลืมว่าปลัดในนิยายของเราเขาจบจากจุฬา) ภาพปลัดปอทำให้ฉันคิดถึงแววตาของเธอในวันที่อ่านเรื่องบ้านเกิดจบ เอฝันอยากกลับไปพัฒนาบ้านเกิดของเธอ แล้วเธอยังยัดเยียดหนังสือนั่นเป็นสมบัติของฉัน จนทุกวันนี้

หลังจากทานข้าวเรามีกิจกรรมอีกหลายอย่าง ทั้งพาน้องๆไปดู OTOP ซึ่งมีเรื่องการทำมีดบ้านช่างทิน การทำธูปหอม มาถึงตรงนี้มันไม่ต่างอะไรเลยกับพวกเราในตอนนั้นเลยเยาว์ ใบหน้าเปื้อนเหงื่อ จากการนั่งรถพัดลมฝ่าเปลวแดดร้อน นั่งฟังวิทยากรอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่เห็นจะต่างจากเด็กรุ่นเก่าอย่างเราก็ตรงที่ว่า ช่างซักช่างถามเสียจริง ซึ่งอันที่จริงฉันก็คาดว่าอย่างนั้น เพราะต่อไปเขาก็จะเป็นคุณหมอ และฉันเองก็ไม่ค่อยจะชอบเสียด้วยสิประเภทหมดเทวดา ที่คนไข้ไม่ทันจะอ้าปากก็สั่งยาแล้ว

กลับหมู่บ้านดอนหวายอีกครั้งหลังจากตระเวนดูผลงานภูมิปัญญาชาวบ้าน ทีนี้ก็ตึงตาน้องๆลงเก็บข้อมูล และสัมภาษณ์ชาวบ้านแล้วล่ะ ก็เป็นไปย่างทุลักทุเล แต่ก็ทำได้ดีทีเดียวนะสำหรับครั้งแรก แหมเธอ พวกเขานั้นหัวระดับสมองของประเทศเชียวนะ

ในยามเย็น คณะของเราไปเดินชมเมือง และชีวิตชาวแพที่ริมแม่น้ำสะแกกรังกัน แต่ไม่ค่อยมีเท่าไหร่หรอก เพราะเขากำลังสร้างตลิ่งใหม่ อีกไม่นานคงจะเสร็จสมบูรณ์ แต่ฉันก็ไม่รู้นะว่าอะไรมันจะหายไปจากสายน้ำนั้นบ้าง ดูๆไปแล้วแม่น้ำสะแกกรังช่างเป็นแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ดีจริง นี่ถ้าแม่น้ำน่านบ้านฉันได้สักครึ่งก็คงจะดีไม่น้อย ที่ว่าสมบูรณ์นี่ฉันดูจากเรือนแพที่มีมากมาย เธอว่าไหมล่ะถ้าอยู่ในแพแล้วพวกเขาอดตายคงไม่มีใครลงไปลอยน้ำอยู่อย่างนั้นหรอก

เมืองอุทัยเป็นเมืองเล็กๆ ที่งดงามมากเลยแหละเธอ ฉันทราบว่าที่นี่เป็นบ้านเกิดของพระมหาจักรี ร.1 ของเราไงล่ะ และก็มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีป่าเขาที่สมบูรณ์อย่างมรดกโลกทางธรรมชาติที่ต่อสู้และแลกมากับชีวิต วีรบุรุษป่าไม้อย่างสืบ นาคะเสถียรก็ที่ห้วยขาแข้งไงเธอ ไม่เท่านั้นยังมีสายน้ำใหญ่อย่างสะแกกรังและเจ้าพระยาไหลผ่าน อย่างนี้แล้วเธอจะมองข้ามจังหวัดนี้ได้อย่างไรกัน
ค่ำคืนนั้น ฉันนอนพักบ้านผู้ใหญ่บ้านดอนหวาย น้องผู้ชายนอนที่วัดและน้องผู้หญิงที่เหลือนอนบ้านชาวบ้านอีก 2 หลัง คืนนี้ฉันได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับอาจารย์และแอร์ เพื่อนของฉันและเพื่อนของเธอด้วย แอร์ วันนี้โตขึ้นกว่าวันเก่าๆเยอะ แต่เธอคงจะไม่รู้จักอาจารย์เกด และอาจารย์ไก่ ฉันไม่รู้จะเปรียบให้เธอเห็นภาพท่านทั้งสองอย่างไรดีนะ เอาเป็นว่าอาจารย์แนว ละกันสั้นๆ

เช้าวันใหม่ อากาศสดชื่นเหลือเกิน กับท้องทุ่ง กับแสงตะวัน หลังจากทานข้าวต้มที่อร่อยมากแล้วน้องๆต้องลงหมู่บ้านอีกรอบ ทีนี้ลงแบบถอนขนเป็ด สุ่มแบบเอาทุกบ้านที่มีคนอยู่ ก็น้องมีตั้ง 100 คน แบ่งกลุ่มละ 4-5 คน นี่นะ

สายหน่อย เราเดินทางจากหมู่บ้านเพื่อไปที่วัดท่าซุง ที่มีเนื้อที่กว้างขวางถึง 2000 ไร่ ที่นี่เขามีสัญลักษณ์คือ สีเหลือง-แดง จุดแรกใน 2 พันไร่ คือวิหารแก้ว บอกได้คำเดียวว่า “สุดยอด อลังการมากๆ” แต่เดี๋ยวก่อนนะเยาว์ ฉันชักเวียนหัวกับแก้วแวววับนี่เสียแล้วสิ หรือว่าฉันแก่แล้วจริงๆนะเยาว์

ข้ามไปอีกฝั่งถนน แต่ไม่หลุดคอนเซบส์ เหลือง-แดง ก็คือวังมัจฉา เจ้าปลาสวายนับหมื่น แหวกว่ายแย่งอาหารกันอย่างเมามัน คนนี่ก็กระไรจำเพาะจะโยนอาหารตรงจุดเดียวกันให้มันปีนมากองแล้วดีดน้ำกระจาย สนุกสนานกันใหญ่ บนความทุกข์ของสัตว์อื่น แย่จริง! และโดยเฉพาะในหมู่นั้นดันมีฉันรวมอยู่ด้วย

และในที่สุดก็ถึงจุดสุดท้าย คือวัดสังกัสรัตนคีรี เป็นวัดที่มีบันไดมากถึง 499 ขั้น ซึ่งในวันตักบาตรเทโว จะมีการตักบาตรพระสงค์นับร้อยๆเดินลงมาจากภูเขา คงเป็นภาพที่งดงามไม่น้อยเลยเธอว่าไหม และที่นี่เองที่สามารถมองเห็นเมืองอุทัยได้ทั้งเมือง สุดท้ายจริงๆเธอ ก็คือของฝากจากอุทัย เป็นอะไรไปไม่ได้ ก็คือขนมปังสังขยาแม่ป่วยลั้ง ลูกละ 6 บาท อร่อยจริงๆ

การเดินทางครั้งนี้แม้จะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่ก็นับว่าคุ้มค่าไม่น้อยเลยทีเดียว


.....................

กลับมาถึง อาจารย์ถามว่าน้องเป็นอย่างไรบ้าง

ฉันตอบไปว่า “น่ารักดีค่ะ”
อาจารย์ก็หาว่าฉันลำเอียงเข้าข้างน้องๆ

เยาว์ เธอคงจะรู้จักฉันดีกว่าใครไม่ใช่หรือ ว่าฉันไม่ใช่คนลำเอียงเลย แค่ใจอ่อนกับเด็กๆเท่านั้นเอง แต่เหตุผลจริงๆที่ฉันไม่ได้อธิบายให้อาจารย์ทราบว่า ทำไมจึงบอกว่าน้องน่ารักนั้นเป็นเพราะอะไร

ก็เพราะเธอไงล่ะ เยาว์ ฉันเห็นแววตาของเธออยู่ในดวงตาของเด็กเหล่านั้น ฉันได้ยินเสียงหัวเราะ ได้ยินเสียงร้องเพลง จากเสียงเพลงท้ายรถ มันคือภาพสะท้อนของตัวเธอ

แล้วอย่างนี้ จะให้ฉันตอบว่า “เยาว์ของฉันไม่น่ารัก” ได้อย่างไร


รักละคิดถึงเสมอ
เพื่อนเก่าของเธอ

ไม่มีความคิดเห็น: