๒๔ มกราคม ๒๕๕๑

แว่นตาหลากสีกับแว่นตาสีใส...



“สายตาสั้นเท่าไหร่เหรอ”

หลายครั้งที่เห็นเพื่อนใส่แว่นตา แล้วมักจะถามคำถามนี้ออกมา เหตุเพราะอยากรู้จริงๆ หรือเพราะให้มีเรื่องคุย ตามมารยาทที่ต้องใส่ใจคนอื่น

“ข้างละ 150” “ข้างซ้าย 50 ขวา 100 และสายตาเอียงด้วย”

หลากหลายคำตอบที่ได้รับล้วนทำให้ต้องร้อง “โห” ด้วยความตกใจ ระคนแปลกใจกับข้อมูลใหม่ที่ได้รับ ทั้งๆที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับตัวเองเลยสักนิด

สำหรับผู้ที่หย่อนสภาพในการมองเห็น แว่นตากลายเป็นอุปกรณ์หรือผู้ช่วย ชิ้นสำคัญในช่วยในการมองเห็น บางคนสายตาสั้นเกินไป ยาวเกินไป เอียงเกินไป แว่นตาจึงเป็นพระเอกขี่ม้าขาวที่มาช่วยคนเหล่านั้นให้กลับมามองเห็นได้เที่ยงตรงเช่นเดิม

แว่นตา จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความเที่ยงตรงในการมองเห็น ทำให้ทุกคนสามารถมองเห็นได้เท่าเทียมกัน แต่อาจจะมองเห็นไม่เหมือนกัน แว่นตาจึงเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ที่ยังคงความเที่ยงตรงให้กับสังคม

มองย้อนกลับมาที่ตัวเอง หลังจากเฝ้าถามผู้คนมากมายถึงเรื่องของสายตา ว่าสั้นเท่าไหร่ อย่างไรบ้าง ตอบที่ได้เหล่านั้นไม่ได้ช่วยให้เกิดอะไรใหม่ขึ้นมาในชีวิต เพราะไม่ได้ใส่แว่นตา และสาเหตุที่ไม่ได้ใส่นั่นก็อาจเป็นเพราะว่าไม่รู้ว่าสายตาของตัวเองสั้นยาว เท่าไหร่ หรืออาจเพราะไม่ได้สนใจใส่ใจตัวเอง

ในอีกมิติที่นอกเหนือจากเรื่องสายตา ผู้คนมากมายในโลก ซึ่งอาจทั้งหมดล้วนสวมใส่แว่นตาด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าเขาหรือเรา คนตะวันตก ตะวันออก แว่นตาในความหมายของกรอบความคิด นั่นคือแล่นตาที่อยู่เหนือกกเกณฑ์ของความสั้นยาว ของเลนส์แก้วตา แต่คือแว่นตามที่อยู่ในกฎเกณฑ์ของสมองหรือวิธีคิดนั่นเอง

สมมุติว่า หากมีหญิงชายเดินมาด้วยกันเพียงลำพัง แล้วถามว่า “เมื่อคุณเห็นเขาแล้วคุณมีความรู้สึก หรือคิดอย่างไร”
แน่นอนว่าเมื่อถามคน พันคน จะได้พันคำตอบ ใช่หรือไม่ว่าสมอง ได้สั่งให้คุณมองเขาหรือเธอในแง่มุมที่แตกต่าง หากคุณใส่แว่นตาสีดำ คุณจะมองเขาในแง่ลบ ไม่ดีงาม หรือมองในแง่บวกมากขึ้นหากคุณใส่แว่นตาสีอ่อนลง

โลกนี้จะสวยงาม หรือ เหงา อมทุกข์ เหตุก็ด้วยแว่นตาที่คุณใส่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะมองภาพเหล่านั้นให้เที่ยงตรง ไม่บิดเพี้ยน

ความซับซ้อนของแว่นตาหลากสีไม่ได้มีเพียงเพื่อมองสีขาวหรือสีดำเพียงเท่านั้น หากแต่ยังซับซ้อน ซ่อนเงื่อนไข แห่งเวลาและประสบการณ์ของเจ้าของ นั่นคือแต่ละคนจะมีแว่นตาหลากหลายสี มากมายมหาศาล ตราบเท่าความกว้างของโลกที่คุณมี ซึ่งจะรู้ได้อย่างไรว่า โลกของคุณกว้างขวางขนาดไหน ก็ให้ลองนับจำนวนคนที่คุณรู้จักทั้งหมด และที่ที่คุณเคยไป

แว่นตาหลากสีเหล่านี้ จะกำหนดให้คุณแสดงออกต่อโลก ต่อผู้คน ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทำให้คุณมองเห็นโลกเป็นสีครึ้ม สีชมพู สีขาว หรืออาจมองเห็นผู้คนเป็นคนดี คนร้าย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ขึ้นอยู่ว่าคุณกำลังสวมใส่แว่นตาสีอะไรอยู่นั่นเอง

นี่คือเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ปัจเจกชนทั้งหลายในโลกนี้ เมื่อมองเพียงผิวเผิน ภาวะแว่นตาหลากสีมิได้มีภัยร้ายแรง เมื่อมันคือเรื่องธรรมดา แต่เมื่อมองลึกลงไปกว่าชั้นผิว จะพบว่าปัญหาของมันคือ ความไม่เที่ยงของจำนวนแว่นตา สีของแว่นตา นั่นเองเป็นชนวนเล็กๆสู่การมองโลกที่บิดเบี้ยว จากมาตรฐานแห่งสัจธรรม

หลายคนกลับเถียงว่า มันจะเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อมองให้เป็นปัญหา แต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นปัญหาอยู่แล้ว และผู้คนเหล่านั้นกำลังวิ่งหนีเพื่อไม่ต้องเผชิญหน้า หรือเพื่อให้ไม่ต้องแก้ไขปัญหา ยิ่งไปกว่านั้นคือการปัดความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไม่ไยดี

แล้วจะมีหนทางใด ที่จะให้เรื่องนี้ยุติหรือเดินทางต่อไปอย่างสง่างาม ในเมื่อไม่สามารถให้ทุกคนเลิกใส่แว่นได้ เพราะแว่นกลายเป็นอวัยวะหนึ่งของการคิดและการมองเห็นโลก มนุษย์จึงเสาะแสวงหาอุปกรณ์ชนิดใหม่ขึ้นมา นั่นคือ “แว่นตาสีใส”ที่ไร้สี ไร้รูปแบบ และมนุษย์ผู้มีสัญชาติญาณแห่งการเสาะแสวงหาผู้นี้ก็ได้คิดอุปกรณ์ชนิดนี้ขึ้นมานาน กว่าสองพันปี แต่ก็มีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของคนบนโลกนี้ที่ได้ใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้

ถามว่าเหราะเหตุใด ? แว่นตาสีใสจึงไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เพราะด้วยราคาที่แพงเกินที่จะหาซื้อได้อย่างนั้นหรือ เปล่าเลย ตรงกันข้าม มันกลับมีราคาน้อยจนแทบแจกฟรีเมื่อใช้เงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน แต่มันกลับมีมูลค่าสูงลิ่วเมื่อเทียบกับชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง หมายความว่า จะต้องแลกกันด้วยชีวิตนั่นเอง

ดังนั้นจึงมีคนเพียงไม่กี่คนที่กล้าเสี่ยงลงทุนกับเจ้าแว่นตาสีใสนี้ ซึ่งมันกลับให้กำไรเกินคาดคิด แว่นตาสีใสทำให้มองเห็นโลกเป็นสีเดียวกันหมด คือโปร่ง ไร้สี ไร้รูป และน่าตื่นเต้นกว่านั้นคือมองเห็นความเป็นกลาง มองเห็นความเป็นธรรม ที่แท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้มองเห็นผู้คนทั้งหลายไม่มีผิด ไม่มีถูก มองผู้คนเหล่านั้น ด้วยความรัก ความเมตตาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และที่สำคัญมันทำให้หัวใจ และ สมองของคุณสมดุล ไม่บิดเบี้ยวจากบรรทัดฐานแห่งสัจธรรม และพบความร่มเย็นแห่งชีวิตที่แท้จริง

เช่นนี้แล้วคุณจะกังวล อะไรอีกเล่ากับการเปลี่ยนแว่นตาหลากสีที่ทั้งชำรุด สกปรก มาใช้บริการแว่นตาสีใส เมื่อมีลิงตัวที่หนึ่งก็จะมีลิงตัวที่ สองและสามตามมา

และต่อไป คงไม่ต้องเฝ้าถามใครต่อใครอีกว่า

“สายตาสั้น-ยาวเท่าไหร่? ”

หากแต่เพียงถามตัวเองว่า

“วันนี้เราใส่แว่นตาสีอะไร ? ”

ไม่มีความคิดเห็น: