๓๐ มกราคม ๒๕๕๑

เหตุเกิดเพราะ....ฝนตกหน้าหนาว

“นี่มันหน้าหนาวนะ ฝนตกลงมาได้ยังไงกัน”
คำพูดเชิงคำถามที่ดูเหมือนจะไม่ได้ต้องการคำตอบตามที่พูดออกไป ของชายคนหนึ่ง ในวันที่ฝนตกลงมาตอนกลางวัน ในช่วงฤดูฝน

ผู้คนทั้งหลายเริ่มจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว อากาศที่ร้อนขึ้น แต่ขณะเดียวกันกลับมีลมหนาวพัดผ่านมา ไม่นานเมฆตั้งเค้าแล้วฝนตกลงมา เกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้
หลายคนอ้างถึงภาวะโลกร้อน คือตัวการที่ก่อให้เกิดปัญหาทางสภาพอากาศที่แปรปรวน ไม่เพียงเท่านั้นบรรยากาศทางการเมืองและเศรษฐกิจก็ยังปรวนแปรตามไปด้วย

ในวันเดียวกันกับที่ฝนตกในหน้าหนาว ฉันได้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายและเสวนาแลกเปลี่ยนในเรื่องเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ที่ ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในการบรรยายเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “การใช้หลักคิดทางนิเวศวิทยาภูมิทัศน์กับงานป่าชุมชน” ซึ่งบรรยายโดยท่าน ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ผู้เป็นหัวเรือใหญ่ในงานด้านวนศาสตร์ชุมชนของไทยมากว่า 40 ปี

นิเวศวิทยาภูมิทัศน์คือเรื่องที่ว่าด้วยการมองความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆในระดับภูมิทัศน์หรือ Landscape หมายถึงการจัดการทรัพยากรต่างๆอย่างเป็นระบบ ซึ่งภูมิทัศน์ที่มีคุณภาพนั้นควรที่จะประกอบด้วย ทุ่งนาหรือพื้นที่ทางการเกษตรเป็นพื้นที่หลัก (เพราะประเทศไทยทำเกษตรเป็นหลัก) และมีป่าหัวไร่ปลายนาเป็นหย่อมเล็ก มีป่าชุมชนเชื่อมต่อและติดกับป่าชุมชนอีกด้านคือพื้นที่อนุรักษ์ในรูปแบบต่างๆ นั่นคือการกลับไปมองในเรื่องของการเกษตรแบบอินทรีย์และเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ที่เหมือนจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อสำหรับใครบางคน แต่มันคือความเป็นจริงและทางรอดของทุกคนในยุคต่อไป

ต่อจากนั้นเป็นเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรื่องเกี่ยวกับ “พลังงานชีวมวล สถานการณ์ แนวโน้ม และผลกระทบต่อทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงทางอาหารในท้องถิ่น” ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่นักสิ่งแวดล้อม และหลายๆนักได้เฝ้าติดตามและจับตามองกันอย่างใกล้ชิด โดยประเด็นหลักได้มองถึงเรื่องพลังานทดแทนหรือ Bio-fuel หรือ Agro-fuel ซึ่งก็แล้วแต่จะเรียกกันไป แต่หลักใหญ่ใจความก็คือเรื่องของการที่พลังงานที่ได้มาจาก fossil-fuel หรือน้ำมันที่เราท่านใช้กันอย่างสำราญ กำลังจะหมดไปจากโลกในอีกไม่ถึงร้อยปีข้างหน้า ทั่วโลกตระหนักถึงภัยพิบัตินี้ หลายประเทศโดยเฉพาะในอเมริกา สหภาพยุโรป ต่างได้คิดค้นพลังงานทดแทนขึ้น และสิ่งที่จะมาทดแทนพลังงานน้ำมันนั่นคือพลังงานจากพืช เช่น ปาล์มน้ำมัน สบู่ดำ มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย เป็นต้น

แนวทางการใช้พลังงานทดแทนนี้ดูเหมือนว่าจะไปได้สวยกับโลกใบนี้ แต่พลังงานชีวมวลหรือพลังงานจากพืชกลายเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ๆอย่างเรื่องของปัญหาสังคม ความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติ และที่สำคัญคือสิ่งแวดล้อม

ในขณะเดียวกันการปลูกพืชพลังงานชีวมวลเป็นช่องทางแห่งผลประโยชน์มหาศาลที่คนเพียงบางกลุ่มแสวงหาโดยไม่ได้คำนึงถึงโลก พืชเหล่านี้จะถูกส่งเสริมให้ปลูกกันมากขึ้นและแพร่หลาย ในทั่วทุกแห่งในโลก ซึ่งไม่ต่างกันเลยกับการส่งเสริมเพื่อให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยวหรือ monocrop ในอดีตที่ล้มเหลวไม่เป็นท่าและป่าก็ถูกทำลาย

ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าและเป็นตลกขมอีกเรื่องหนึ่งในวงการสิ่งแวดล้อม ที่รัฐได้ส่งเสริมเกษตรกรเพื่อปลูกพืชเหล่านี้โดยวลังผลในการผลิตพลังงาน ในขณะที่เราได้พลังงานทดแทนที่มาจากพืชเชิงเดี่ยวเหล่านี้ เราได้สูญเสียอย่างมากมาย เราเริ่มหนีห่างจากความพอเพียง จากเกษตรอินทรีย์ จากวิถีชีวิตดั้งเดิม ด้วยกระแสแห่งทุนนิยมที่ถาโถมเข้ามาเสียจนทำให้เราเดินออกนอกทางที่ควรจะเป็นซึ่งเหมือนกับว่าเรากำลังจะหลงทาง(อีกแล้ว)

สิ่งที่สูญเสียจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากๆ คือการทำลายความสมบูรณ์ของดิน การทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ เกิดมลภาวะทางดิน ทางอากาศ ปัญหาในเรื่องแรงงาน การแย่งชิงที่ดิน การผูกขาดของบริษัททุนทั้งหลาย สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์หาใช่เกษตรกรในพื้นที่ แต่คือพ่อค้า บรรษัทข้ามชาติ ที่จ้องจะคอยหาผลประโยชน์จากกระแสที่เกิดขึ้น

เห็นได้ว่าเรื่องของโลกร้อนไม่ได้เป็นปัญหาแค่เรื่องของอากาศแต่สิ่งที่ร้อนขึ้นนั้นคือวิถีชีวิต ใช่หรือไม่ว่าเราต้องแข่งขัน เราต้องดิ้นรน เพื่อที่จะมีชีวิตรอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

แล้วเราในฐานะของคนเล็กๆ คนหนึ่งในโลก จะทำอย่างไร เมื่อโลกร้อนขึ้นทุกวัน หรือฝนที่ควรจะตกในฤดูฝนกลับตกในฤดูหนาว แน่นอนว่าเราต้องรู้เท่าทัน รู้จริง รู้ลึก ถึงแก่นของปัญหา แล้วเริ่มหยุดปัญหาที่เกิดจากตัวเรา แต่นั่นใช่ว่าเราจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด โดยอันที่จริงแล้วเราอาจไม่ได้ทำให้เกิดอะไรดีขึ้นเลยก็ได้ แต่อย่างน้อยๆเราก็ได้ทำ เมื่อเราเริ่มที่จะทำ ต่อไปเราจะทำมากขึ้นและมากขึ้น และหากทุกคนเริ่มที่จะทำ ทุกคนก็จะเริ่มทำมากขึ้นมากขึ้น นี่ใช่หรือไม่คือวิธีการหรือแนวคิดที่จะแก้ปัญหาได้ โดยไม่ต้องบ่นเพียงว่า

“นี่มันหน้าหนาวนะ ฝนตกลงมาได้ยังไงกัน”

๒๙ มกราคม ๒๕๕๑

แด่เยาว์ที่รัก



สวัสดี เยาว์ที่รัก

นานเท่าไรแล้วนะ ที่ฉันไม่ได้เขียนจดหมายถึงเธอ ก็ฉันนี่แหละ ที่มัวยุ่งอยู่กับชีวิตจนเผลลืมเลือนเพื่อนเก่าอย่างเธอ ขณะนี้ที่ฉันเขียนถึงเธอ ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันว่างจากความยุ่งเหยิงหรอกนะ แต่เพียงเพราะว่าฉันคิดถึงเธอต่างหาก

นั่นก็เพราะมีสาเหตุที่กระตุกมือขวาของฉันให้จับดินสอให้เขียนถึงเธอตามปรารถนาของหัวใจและสมองที่ไหลรินเรื่องราวนี้ถึงเธอ

เมื่อ 4 วันก่อน เห็นจะเป็นวันเสาร์ อาทิตย์ ที่ 19-20 มกราคม ปี 51 นี่แหละมั้ง ฉันมีโอกาสเดินทางไปชนบทอีกครั้งหนึ่ง หลังจากอยู่ในกรุงมาหลายเดือน ณ ที่นั่นร้อนและแห้งแล้งเสียทำให้ผิวสีแทนน้ำผึ้งของฉัน ดูจะเกรียมขึ้นกว่าเดิม ที่นั่นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพ ฯ ห่างออกไปทางเหนืออีกเพียง 222 กิโลเมตรเท่านั้น ที่นั่นคือจังหวัดอุทัยธานี นั่นเอง

ครานี้ฉันเดินทางไปพร้อมกับอาจารย์เกด และน้องๆเตรียมแพทย์ฯ ปี 1 ที่กำลังสดใส วันกระเต๊าะเลยล่ะ ขณะเดียวกันกับที่ฉันอยู่ในวัยใกล้ฝั่งปริญญาตรี อยู่ไม่กี่วันนี้ อืม..ก็น่าจะยินดีกับฉันสินะถึงจะถูกที่อุตส่าห์พากเพียรมาได้ถึงวันนี้

เราเดินทางด้วยรถบัส 2 คัน ฉันนั่งรถคันแรก ตลอดเส้นทางหมายเลข 32 มีเสียงร้องเพลง ตีกลอง ของน้องๆอย่างสนุกสนานเฮฮา นั่นแหละเยาว์ที่กระตุ้นต่อมคิดถึงของฉันขึ้นมาครามครัน ฉันแอบยิ้มอยู่คนเดียวกับเพลงลูกทุ่งที่เนื้อร้องคุ้นหู อย่าง เพลง...อายุ 15 มาเป็นสาวรำวง หรือเพลงของเสก โลโซ ไม่นึกเลยว่าเด็กๆรุ่นนี้จะร้องเพลงเหล่านั้นอยู่

ยังพอจะจำได้ไหมเยาว์ เมื่อครั้งนั้นเราเคยได้ตีกลอง ร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางบรรยากาศรถทัวร์อย่างนี้ ฉันจำได้นะว่าเธอร้องเพลงไม่ค่อยจะเป็นกะเขาหรอก แถมยังร้องเพี้ยนอีกต่างหาก นี่ถ้าไม่ได้เสียงเพื่อนๆกลบ ไม่งั้นเธอคงปล่อยไก่ทั้งฟาร์มแน่

เส้นทางจากกรุงเทพฯ สู่อุทัย ดูเหมือนจะเดินทางฝ่าพายุแดด และความร้อนแล้งของแผ่นดินสีน้ำตาลอย่างชนบทเมืองไทย แต่ดีนะที่มีท้องทุ่งสีเขียวมาทำให้ดูสดชื่นขึ้นบ้าง และที่สำคัญกว่านั้นคงเป็นเพราะรอยยิ้มเก่าๆ เสียงแปร่งๆของเธอด้วยกระมัง ที่ทำให้หัวใจฉันชุ่มฉ่ำ และตื่นลุกขึ้นตลอดทาง

ถึงอุทัยธานี เกือบเที่ยง คณะของเราแวะทานกลางวันที่วัดดอนหวาย ที่นี่เองฉันเจอปลัดคนหนึ่ง ชื่อปลัดปอ เธอเอ๊ย เขาช่างเหมือนกับปลัดในนิยายเรื่องบ้านเกิด ของสีฟ้า ที่เธอยัดเยียดให้ฉันอ่านเลยล่ะ ดูมีอุดมการณ์ มีไฟที่จะพัฒนา จะต่างก็ตรงที่ปลัดปอคนนี้ ไม่ได้เกิดที่อุทัย และไม่ได้จบรัฐศาสตร์จุฬา เท่านั้นกระมัง (เธอคงไม่ลืมว่าปลัดในนิยายของเราเขาจบจากจุฬา) ภาพปลัดปอทำให้ฉันคิดถึงแววตาของเธอในวันที่อ่านเรื่องบ้านเกิดจบ เอฝันอยากกลับไปพัฒนาบ้านเกิดของเธอ แล้วเธอยังยัดเยียดหนังสือนั่นเป็นสมบัติของฉัน จนทุกวันนี้

หลังจากทานข้าวเรามีกิจกรรมอีกหลายอย่าง ทั้งพาน้องๆไปดู OTOP ซึ่งมีเรื่องการทำมีดบ้านช่างทิน การทำธูปหอม มาถึงตรงนี้มันไม่ต่างอะไรเลยกับพวกเราในตอนนั้นเลยเยาว์ ใบหน้าเปื้อนเหงื่อ จากการนั่งรถพัดลมฝ่าเปลวแดดร้อน นั่งฟังวิทยากรอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่เห็นจะต่างจากเด็กรุ่นเก่าอย่างเราก็ตรงที่ว่า ช่างซักช่างถามเสียจริง ซึ่งอันที่จริงฉันก็คาดว่าอย่างนั้น เพราะต่อไปเขาก็จะเป็นคุณหมอ และฉันเองก็ไม่ค่อยจะชอบเสียด้วยสิประเภทหมดเทวดา ที่คนไข้ไม่ทันจะอ้าปากก็สั่งยาแล้ว

กลับหมู่บ้านดอนหวายอีกครั้งหลังจากตระเวนดูผลงานภูมิปัญญาชาวบ้าน ทีนี้ก็ตึงตาน้องๆลงเก็บข้อมูล และสัมภาษณ์ชาวบ้านแล้วล่ะ ก็เป็นไปย่างทุลักทุเล แต่ก็ทำได้ดีทีเดียวนะสำหรับครั้งแรก แหมเธอ พวกเขานั้นหัวระดับสมองของประเทศเชียวนะ

ในยามเย็น คณะของเราไปเดินชมเมือง และชีวิตชาวแพที่ริมแม่น้ำสะแกกรังกัน แต่ไม่ค่อยมีเท่าไหร่หรอก เพราะเขากำลังสร้างตลิ่งใหม่ อีกไม่นานคงจะเสร็จสมบูรณ์ แต่ฉันก็ไม่รู้นะว่าอะไรมันจะหายไปจากสายน้ำนั้นบ้าง ดูๆไปแล้วแม่น้ำสะแกกรังช่างเป็นแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ดีจริง นี่ถ้าแม่น้ำน่านบ้านฉันได้สักครึ่งก็คงจะดีไม่น้อย ที่ว่าสมบูรณ์นี่ฉันดูจากเรือนแพที่มีมากมาย เธอว่าไหมล่ะถ้าอยู่ในแพแล้วพวกเขาอดตายคงไม่มีใครลงไปลอยน้ำอยู่อย่างนั้นหรอก

เมืองอุทัยเป็นเมืองเล็กๆ ที่งดงามมากเลยแหละเธอ ฉันทราบว่าที่นี่เป็นบ้านเกิดของพระมหาจักรี ร.1 ของเราไงล่ะ และก็มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีป่าเขาที่สมบูรณ์อย่างมรดกโลกทางธรรมชาติที่ต่อสู้และแลกมากับชีวิต วีรบุรุษป่าไม้อย่างสืบ นาคะเสถียรก็ที่ห้วยขาแข้งไงเธอ ไม่เท่านั้นยังมีสายน้ำใหญ่อย่างสะแกกรังและเจ้าพระยาไหลผ่าน อย่างนี้แล้วเธอจะมองข้ามจังหวัดนี้ได้อย่างไรกัน
ค่ำคืนนั้น ฉันนอนพักบ้านผู้ใหญ่บ้านดอนหวาย น้องผู้ชายนอนที่วัดและน้องผู้หญิงที่เหลือนอนบ้านชาวบ้านอีก 2 หลัง คืนนี้ฉันได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับอาจารย์และแอร์ เพื่อนของฉันและเพื่อนของเธอด้วย แอร์ วันนี้โตขึ้นกว่าวันเก่าๆเยอะ แต่เธอคงจะไม่รู้จักอาจารย์เกด และอาจารย์ไก่ ฉันไม่รู้จะเปรียบให้เธอเห็นภาพท่านทั้งสองอย่างไรดีนะ เอาเป็นว่าอาจารย์แนว ละกันสั้นๆ

เช้าวันใหม่ อากาศสดชื่นเหลือเกิน กับท้องทุ่ง กับแสงตะวัน หลังจากทานข้าวต้มที่อร่อยมากแล้วน้องๆต้องลงหมู่บ้านอีกรอบ ทีนี้ลงแบบถอนขนเป็ด สุ่มแบบเอาทุกบ้านที่มีคนอยู่ ก็น้องมีตั้ง 100 คน แบ่งกลุ่มละ 4-5 คน นี่นะ

สายหน่อย เราเดินทางจากหมู่บ้านเพื่อไปที่วัดท่าซุง ที่มีเนื้อที่กว้างขวางถึง 2000 ไร่ ที่นี่เขามีสัญลักษณ์คือ สีเหลือง-แดง จุดแรกใน 2 พันไร่ คือวิหารแก้ว บอกได้คำเดียวว่า “สุดยอด อลังการมากๆ” แต่เดี๋ยวก่อนนะเยาว์ ฉันชักเวียนหัวกับแก้วแวววับนี่เสียแล้วสิ หรือว่าฉันแก่แล้วจริงๆนะเยาว์

ข้ามไปอีกฝั่งถนน แต่ไม่หลุดคอนเซบส์ เหลือง-แดง ก็คือวังมัจฉา เจ้าปลาสวายนับหมื่น แหวกว่ายแย่งอาหารกันอย่างเมามัน คนนี่ก็กระไรจำเพาะจะโยนอาหารตรงจุดเดียวกันให้มันปีนมากองแล้วดีดน้ำกระจาย สนุกสนานกันใหญ่ บนความทุกข์ของสัตว์อื่น แย่จริง! และโดยเฉพาะในหมู่นั้นดันมีฉันรวมอยู่ด้วย

และในที่สุดก็ถึงจุดสุดท้าย คือวัดสังกัสรัตนคีรี เป็นวัดที่มีบันไดมากถึง 499 ขั้น ซึ่งในวันตักบาตรเทโว จะมีการตักบาตรพระสงค์นับร้อยๆเดินลงมาจากภูเขา คงเป็นภาพที่งดงามไม่น้อยเลยเธอว่าไหม และที่นี่เองที่สามารถมองเห็นเมืองอุทัยได้ทั้งเมือง สุดท้ายจริงๆเธอ ก็คือของฝากจากอุทัย เป็นอะไรไปไม่ได้ ก็คือขนมปังสังขยาแม่ป่วยลั้ง ลูกละ 6 บาท อร่อยจริงๆ

การเดินทางครั้งนี้แม้จะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่ก็นับว่าคุ้มค่าไม่น้อยเลยทีเดียว


.....................

กลับมาถึง อาจารย์ถามว่าน้องเป็นอย่างไรบ้าง

ฉันตอบไปว่า “น่ารักดีค่ะ”
อาจารย์ก็หาว่าฉันลำเอียงเข้าข้างน้องๆ

เยาว์ เธอคงจะรู้จักฉันดีกว่าใครไม่ใช่หรือ ว่าฉันไม่ใช่คนลำเอียงเลย แค่ใจอ่อนกับเด็กๆเท่านั้นเอง แต่เหตุผลจริงๆที่ฉันไม่ได้อธิบายให้อาจารย์ทราบว่า ทำไมจึงบอกว่าน้องน่ารักนั้นเป็นเพราะอะไร

ก็เพราะเธอไงล่ะ เยาว์ ฉันเห็นแววตาของเธออยู่ในดวงตาของเด็กเหล่านั้น ฉันได้ยินเสียงหัวเราะ ได้ยินเสียงร้องเพลง จากเสียงเพลงท้ายรถ มันคือภาพสะท้อนของตัวเธอ

แล้วอย่างนี้ จะให้ฉันตอบว่า “เยาว์ของฉันไม่น่ารัก” ได้อย่างไร


รักละคิดถึงเสมอ
เพื่อนเก่าของเธอ

๒๔ มกราคม ๒๕๕๑

นาซี...กับข้าพเจ้า

เมื่อนาซีมาจับคอมมิวนิสต์
ข้าพเจ้าไม่ได้คัดค้าน เพราะข้าพเจ้าไม่ใช่คอมมิวนิสต์
เมื่อนาซีมาจับยิว
ข้าพเจ้าไม่ได้คัดค้านเพราะข้าพเจ้าไม่ใช่ยิว
เมื่อนาซีมาจับสพภาพแรงาน
ข้าพเจ้าไม่ได้คัดค้านเพราะข้าพเจ้าไม่ใช่สหภาพแรงงาน
เมื่อนาซีมาจับคาทอลิค
ข้าพเจ้าไม่ได้คัดค้านเพราะข้าพเจ้าไม่ใช่คาทอลิค
เมื่อนาซีมาจับข้าพเจ้า
ไม่มีใครคัดค้าน! เพราะทุกคนถูกจับหมดแล้ว

(ขออภัยที่ไม่ทราบชื่อผู้แต่งค่ะ)

แว่นตาหลากสีกับแว่นตาสีใส...



“สายตาสั้นเท่าไหร่เหรอ”

หลายครั้งที่เห็นเพื่อนใส่แว่นตา แล้วมักจะถามคำถามนี้ออกมา เหตุเพราะอยากรู้จริงๆ หรือเพราะให้มีเรื่องคุย ตามมารยาทที่ต้องใส่ใจคนอื่น

“ข้างละ 150” “ข้างซ้าย 50 ขวา 100 และสายตาเอียงด้วย”

หลากหลายคำตอบที่ได้รับล้วนทำให้ต้องร้อง “โห” ด้วยความตกใจ ระคนแปลกใจกับข้อมูลใหม่ที่ได้รับ ทั้งๆที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับตัวเองเลยสักนิด

สำหรับผู้ที่หย่อนสภาพในการมองเห็น แว่นตากลายเป็นอุปกรณ์หรือผู้ช่วย ชิ้นสำคัญในช่วยในการมองเห็น บางคนสายตาสั้นเกินไป ยาวเกินไป เอียงเกินไป แว่นตาจึงเป็นพระเอกขี่ม้าขาวที่มาช่วยคนเหล่านั้นให้กลับมามองเห็นได้เที่ยงตรงเช่นเดิม

แว่นตา จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความเที่ยงตรงในการมองเห็น ทำให้ทุกคนสามารถมองเห็นได้เท่าเทียมกัน แต่อาจจะมองเห็นไม่เหมือนกัน แว่นตาจึงเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ที่ยังคงความเที่ยงตรงให้กับสังคม

มองย้อนกลับมาที่ตัวเอง หลังจากเฝ้าถามผู้คนมากมายถึงเรื่องของสายตา ว่าสั้นเท่าไหร่ อย่างไรบ้าง ตอบที่ได้เหล่านั้นไม่ได้ช่วยให้เกิดอะไรใหม่ขึ้นมาในชีวิต เพราะไม่ได้ใส่แว่นตา และสาเหตุที่ไม่ได้ใส่นั่นก็อาจเป็นเพราะว่าไม่รู้ว่าสายตาของตัวเองสั้นยาว เท่าไหร่ หรืออาจเพราะไม่ได้สนใจใส่ใจตัวเอง

ในอีกมิติที่นอกเหนือจากเรื่องสายตา ผู้คนมากมายในโลก ซึ่งอาจทั้งหมดล้วนสวมใส่แว่นตาด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าเขาหรือเรา คนตะวันตก ตะวันออก แว่นตาในความหมายของกรอบความคิด นั่นคือแล่นตาที่อยู่เหนือกกเกณฑ์ของความสั้นยาว ของเลนส์แก้วตา แต่คือแว่นตามที่อยู่ในกฎเกณฑ์ของสมองหรือวิธีคิดนั่นเอง

สมมุติว่า หากมีหญิงชายเดินมาด้วยกันเพียงลำพัง แล้วถามว่า “เมื่อคุณเห็นเขาแล้วคุณมีความรู้สึก หรือคิดอย่างไร”
แน่นอนว่าเมื่อถามคน พันคน จะได้พันคำตอบ ใช่หรือไม่ว่าสมอง ได้สั่งให้คุณมองเขาหรือเธอในแง่มุมที่แตกต่าง หากคุณใส่แว่นตาสีดำ คุณจะมองเขาในแง่ลบ ไม่ดีงาม หรือมองในแง่บวกมากขึ้นหากคุณใส่แว่นตาสีอ่อนลง

โลกนี้จะสวยงาม หรือ เหงา อมทุกข์ เหตุก็ด้วยแว่นตาที่คุณใส่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะมองภาพเหล่านั้นให้เที่ยงตรง ไม่บิดเพี้ยน

ความซับซ้อนของแว่นตาหลากสีไม่ได้มีเพียงเพื่อมองสีขาวหรือสีดำเพียงเท่านั้น หากแต่ยังซับซ้อน ซ่อนเงื่อนไข แห่งเวลาและประสบการณ์ของเจ้าของ นั่นคือแต่ละคนจะมีแว่นตาหลากหลายสี มากมายมหาศาล ตราบเท่าความกว้างของโลกที่คุณมี ซึ่งจะรู้ได้อย่างไรว่า โลกของคุณกว้างขวางขนาดไหน ก็ให้ลองนับจำนวนคนที่คุณรู้จักทั้งหมด และที่ที่คุณเคยไป

แว่นตาหลากสีเหล่านี้ จะกำหนดให้คุณแสดงออกต่อโลก ต่อผู้คน ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทำให้คุณมองเห็นโลกเป็นสีครึ้ม สีชมพู สีขาว หรืออาจมองเห็นผู้คนเป็นคนดี คนร้าย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ขึ้นอยู่ว่าคุณกำลังสวมใส่แว่นตาสีอะไรอยู่นั่นเอง

นี่คือเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ปัจเจกชนทั้งหลายในโลกนี้ เมื่อมองเพียงผิวเผิน ภาวะแว่นตาหลากสีมิได้มีภัยร้ายแรง เมื่อมันคือเรื่องธรรมดา แต่เมื่อมองลึกลงไปกว่าชั้นผิว จะพบว่าปัญหาของมันคือ ความไม่เที่ยงของจำนวนแว่นตา สีของแว่นตา นั่นเองเป็นชนวนเล็กๆสู่การมองโลกที่บิดเบี้ยว จากมาตรฐานแห่งสัจธรรม

หลายคนกลับเถียงว่า มันจะเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อมองให้เป็นปัญหา แต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นปัญหาอยู่แล้ว และผู้คนเหล่านั้นกำลังวิ่งหนีเพื่อไม่ต้องเผชิญหน้า หรือเพื่อให้ไม่ต้องแก้ไขปัญหา ยิ่งไปกว่านั้นคือการปัดความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไม่ไยดี

แล้วจะมีหนทางใด ที่จะให้เรื่องนี้ยุติหรือเดินทางต่อไปอย่างสง่างาม ในเมื่อไม่สามารถให้ทุกคนเลิกใส่แว่นได้ เพราะแว่นกลายเป็นอวัยวะหนึ่งของการคิดและการมองเห็นโลก มนุษย์จึงเสาะแสวงหาอุปกรณ์ชนิดใหม่ขึ้นมา นั่นคือ “แว่นตาสีใส”ที่ไร้สี ไร้รูปแบบ และมนุษย์ผู้มีสัญชาติญาณแห่งการเสาะแสวงหาผู้นี้ก็ได้คิดอุปกรณ์ชนิดนี้ขึ้นมานาน กว่าสองพันปี แต่ก็มีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของคนบนโลกนี้ที่ได้ใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้

ถามว่าเหราะเหตุใด ? แว่นตาสีใสจึงไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เพราะด้วยราคาที่แพงเกินที่จะหาซื้อได้อย่างนั้นหรือ เปล่าเลย ตรงกันข้าม มันกลับมีราคาน้อยจนแทบแจกฟรีเมื่อใช้เงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน แต่มันกลับมีมูลค่าสูงลิ่วเมื่อเทียบกับชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง หมายความว่า จะต้องแลกกันด้วยชีวิตนั่นเอง

ดังนั้นจึงมีคนเพียงไม่กี่คนที่กล้าเสี่ยงลงทุนกับเจ้าแว่นตาสีใสนี้ ซึ่งมันกลับให้กำไรเกินคาดคิด แว่นตาสีใสทำให้มองเห็นโลกเป็นสีเดียวกันหมด คือโปร่ง ไร้สี ไร้รูป และน่าตื่นเต้นกว่านั้นคือมองเห็นความเป็นกลาง มองเห็นความเป็นธรรม ที่แท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้มองเห็นผู้คนทั้งหลายไม่มีผิด ไม่มีถูก มองผู้คนเหล่านั้น ด้วยความรัก ความเมตตาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และที่สำคัญมันทำให้หัวใจ และ สมองของคุณสมดุล ไม่บิดเบี้ยวจากบรรทัดฐานแห่งสัจธรรม และพบความร่มเย็นแห่งชีวิตที่แท้จริง

เช่นนี้แล้วคุณจะกังวล อะไรอีกเล่ากับการเปลี่ยนแว่นตาหลากสีที่ทั้งชำรุด สกปรก มาใช้บริการแว่นตาสีใส เมื่อมีลิงตัวที่หนึ่งก็จะมีลิงตัวที่ สองและสามตามมา

และต่อไป คงไม่ต้องเฝ้าถามใครต่อใครอีกว่า

“สายตาสั้น-ยาวเท่าไหร่? ”

หากแต่เพียงถามตัวเองว่า

“วันนี้เราใส่แว่นตาสีอะไร ? ”

๒๓ มกราคม ๒๕๕๑

หิ่งห้อย



ดับดวงดาวดวงสุดท้ายที่ปลายฟ้า
แสวงหาความหยิ่งแสงหิ่งห้อย
จากดินดูสู่ฟ้าดาวพร่างพร้อย
กับสัตว์น้อยด้อนแรงแสงพอทาน

แล้วฉันเลือกเป็นหิ่งห้อย
แทนดาวลอยสูงศักดิ์อัครฐาน
จึงมีปีกมีความหวังอหังการ
มีสิทธิ์ผ่านมุมอับอันลับดาว

เบาปีกบางบินไป บินไป
เผาไหม้ใจช่วงในห้วงหาว
เผชิญพายุบ้างบางครั้งคราว
ร้อนหนาวเข้าถึงโลกแท้จริง

ไม่มีดาวดวงสุดท้ายที่ปลายฟ้า
บางครั้งฉันอ่อนล้าเหนื่อยนิ่ง
ในมุมมืดหม่นมอดถูกทอดทิ้ง
ฉันอยากมีค่ายิ่ง ณ ที่นั้น

จีระนันท์ พิตรปรีชา

ปณิธานนิ่งห้อย



ฉันคือหิ่งห้อย
ฉันจะเรืองแสงยามที่ทุกสิ่งมืดมิด
ฉันจะบินว่อนแวดเฉวียน
เฝ้ามองความเป็นไปของสรรพสิ่งอย่างเงียบสงบ
ฉันมีอุเบกขาต่อทุกสิ่งที่พบเห็น
จะไม่ยินดีหรือยินร้าย ต่อทุกข์โศกย์หรือรื่นรมย์
ฉันภาวนาให้ผู้คนที่ทนทุกข์และตัวฉัน
ได้หลุดพ้นจากโซ่ตรวนของ กิเลสและเคราะห์กรรม
ได้ภาวนาให้พ่อแม่ พี่น้องของฉันและหลานของฉัน
เป็นเช่นหิ่งห้อย เรืองแสงร่วมกันบนหนทางธรรม
ฉันจะร่วมกับหิ่งห้อยนับล้านล้าน
ทอแสงสร้างขวัญขึ้น แทนหมู่ดาว
คราเมื่อพระอาทิตย์ส่องแสงพราว
หิ่งห้อยน้อยค่อยจากไป

วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์
ศูนย์ฝึกวิปัสสนากรรมฐานโกเอ็นก้า
20 กันยายน 2546