๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๐

บทเล็กๆของพิบูลศักดิ์ ละครพล

เราจะอยู่ห่างกัน
เพื่อบ่มความคิดถึงให้มีรสหวาน
เราจะชิดใกล้กัน
เพื่ออ้อมแขนของความรัก
จักไม่เหน็บหนาวจนเกินไปนัก
เราจะหัวเราะหัวใคร่
เพื่อตระหนักถึงรสขมปร่าของหยาดน้ำตา
เราจะร่าเริงแจ่มใส
เพื่อเปิดหน้าต่างอันบูดบึ้งของโลก

๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๐

อยู่บนภูเขา...เราคิดถึงใครบางคน



หลายครั้งหลายคราที่มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยว
ทั้งกับเพื่อนๆ หรือการไปเก็บข้อมูล
ทั้งหมดทั้งมวลฉันก็ถือว่าเป็นการท่องเที่ยว
หรือจะพูดเป็นภาษากวีๆ ก็อาจจะบอกว่า
เป็นการ"เดินทาง"

การเดินทางอีกครั้ง ...
ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ จ.กาญจนบุรี
ความจริงแล้วเมืองกาญฯ เป็นที่ที่ไปบ่อยที่สุดก็ว่าได้
อาจเพราะใกล้ ไปมาสะดวก หรือเพราะอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน...

.........................

ครานี้ไม่ได้ไปเที่ยว แต่ไปฝึกงาน
ตามปกติในช่วงปิดเทอม ก็มักจะมีการฝึกงานภาคสนาม
ครั้งนี้พวกเราไปกันที่ อช.เอราวัณ
อยู่ที่นั่น 15 วัน และช่วงหนึ่งของการฝึกงาน
เราต้องถูกปล่อยในหมู่บ้าน
เป็นเวลาประมาณ 4-5 วัน

ที่นี่เอง.....
เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดถึงใครบางคน
หมู่บ้านที่ไปอยู่มีชื่อว่า "บ้านบนเขาแก่งเรียง"
เป็นหมู่บ้านที่ถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีไปฟ้า ถนนลาดยาง
แต่ผู้คนที่นั่นก็มีแสงสว่างจากโซล่าเซลล์

ไม่ใช่เพราะความทุรกันดาน
แต่เป็นเพราะความเข้าใจไม่ตรงกัน
จึงทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ยังดูเหมือนล้าหลัง

แต่ถึงแม้จะไม่มีไฟฟ้า
ที่นี่ก็ยังคงงดงาม สว่างไสวด้วยน้ำจิตน้ำใจของพี่น้อง
ความซื่อ ใส ของชีวิตบ้านๆ
มันอาจดูธรรมดาในความคิดของหลายๆคน
ที่พานพบแต่ความสมบูรณ์พูนสุขของชีวิต
แต่สำหรับฉันแล้ว
มันมีความหมาย และไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

.........................


บรรยากาศยามเช้าจากบนภูเขา
ที่คนที่นั่นเรียกว่าเขาเป้ง
เบื้องหน้าคือผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ของเขื่อนศรีนครินทร์
แม้อากาศและท้องฟ้าเช้านี้จะไม่สดใสนัก
แต่อารมณ์ของเราปลอดโปร่งยิ่งกว่าสิ่งใด



ที่นี่เขายังมีทุ่งดาวเรืองด้วย

............................

ภาพบางส่วนจากการเดินทาง
แม้จะไม่ยิ่งใหญ่
แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่า
เมื่ออยู่บนภูเขาเราได้คิดถึงใครบางคน
คนที่เคยเพ้อบ่น...
แต่ตอนนี้เธออยู่ไกล

๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๐

ปลูกฝันไว้ในแผ่นดิน

คุณเคยคิดที่จะปลูกความฝันของคุณไว้ที่ไหน?

หลายคนคงไม่มีคำตอบกับคำถามนี้
เพราะอาจไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร
หรือกำลังครุ่นคิดว่าตนมีความฝันหรือไม่
ในขณะที่ใครบางคนได้ปลูกฝันนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว...

เมื่อพูดถึงความใฝ่ฝันของคนหนุ่มสาว
ในยุคสมัยที่ประชาธิปไตยของเมืองไทย
เบ่งบานจนโรยรา...
และเหมือนกำลังจะผลิบานใหม่อีกรอบ(หรือเปล่า)
ว่ามีความใฝ่ฝันถึงอะไรกันบ้าง

คงมีคำตอบอะไรหลายอย่างที่ทำเอาวัยรุ่นเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว
ถึงกับอึ้งเลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันเมล็ดพันธ์แห่งความฝัน
ก็ยังคงงอกงามอยู่ในทุกดวงใจ ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว

เชื่อหรือไม่ว่าคนที่ดูไม่ได้เรื่องแท้ที่จริงเขามีความฝัน
ฝันถึงสิ่งที่งดงามสำหรับชีวิตของเขา
ซึ่งมันอาจไม่งดงามในชีวิตของคนอื่น
เขาจึงถูกคนอื่นมองว่าเขาไม่มีความใฝ่ฝันเอาเสียเลย
ในขณะที่บางคนมักบอกเล่าถึงความใฝ่ฝันของเขาให้คนอื่นรับรู้
แล้วเขาได้รับการยกย่องชมเชยจากคนรอบข้าง
ว่า เธอช่างเป็นคนที่มีความคิดที่ดีอะไรเช่นนี้
อย่างนั้นหรือ
ถึงจะเรียกว่าการมีความใฝ่ฝัน
........................

มีโอกาสได้อ่านหนังสือเรื่อง
"ปลูกฝันไว้ในแผ่นดิน"
เป็นหนังสือราคาถูกแต่สูงคุณค่าอีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องนี้เป็นนวนิยายแปล
โดยภาษาเดิมคือภาษาสเปน

เป็นเรื่องราวของครูสาวคนหนึ่งที่สอบเข้ารับราชการได้
เธอเป็นคนที่เก่ง เก่งกว่าคนอื่นๆ
เธอสามารถดูแลเด็กได้เป็นร้อยๆ
แต่รัฐบาลกลับส่งเธอไปเป็นครูบ้านนอก
ไกล สุดไกล...
ในตอนแรกเธอหวาดหวั่นกับสิ่งที่พบ
นานวันเข้า กับมิตรภาพและความจริงใจของผู้คน
ทำให้ครูคนนี้ เริ่มรู้สึกดี และรักเด็กนักเรียนทุกคนที่นั่น
และรักใครคนหนึ่งในหมู่บ้าน

ถ้าเป็นเธอ จะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิต?

ครูคนนี้เลือกที่จะอยู่ที่นั่น
ปลูกฝันอันงดงามของเธอบนแผ่นดินแห่งความสมบูรณ์นั้น

...........................

ถ้าเป็นเธอ จะทำอย่างไร?

ฉันติดเอาเรื่องนี้มาคิดอยู่หลายครั้ง
คิดถึงความใฝ่ฝันของตัวเอง
ว่าแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่
และฉันกล้าพอไหม
ที่จะปลูกฝันนั้นให้งอกงามขึ้น
ในแผ่นดินใดสักแห่งบนโลกนี้

หรือแท้ที่จริงแล้ว
ฉันไม่มีอะไรสักอย่าง
แม้กระทั่งความฝัน...อย่างนั้นหรือ

ไม่จริง !!!
หัวใจฉันบอกเช่นนั้น
ฉันยังมีฝัน
แต่อาจยังไม่มีแผ่นดิน ใดที่จะปลูกมันเท่านั้นเอง

แล้วเธอล่ะ ความฝันของเธอ แผ่นดินของเธอ
อยู่ที่ไหน

...........................

เดือนแห่งความรัก

ผ่านพ้นวันแห่งความรักมา จะ10 วันแล้ว วันที่มีความหมายและสำคัญขอคู้รักทั้งหลายในโลก
ไม่เว้นคู่รักในบ้านเมืองเรา...

ว่ากันว่าวันวาเลนท์ไทด์เป็นวันที่ระลึกถึงนักบุญคนหนึ่งที่ชื่อเซนต์วาเลนท์ไทด์
แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนผู้นี้มามีความสำคัญอะไรต่อบรรพบุรุษของพวกเรา
เพราะเห็นใครต่อใครหลายคนรอคอยมันเหลือเกิน

สำหรับฉันแล้ววันนี้ก็เหมือนวันวาเลนท์ไทด์ปีอื่นๆที่ผ่านมา
ไม่มีดอกกุหลาบสีแดง... ไม่มีอะไรทั้งสิ้น

เมื่อพูดถึงความรัก รู้สึกมันเป็นคำที่เหมือนเข้าใจยากจังเลย !
ฉันพยายามที่จะทำความเข้าใจมัน แน่นอนว่ามันไม่สามารถแก้สมการออกมาได้เหมือนวิชาคณิตศาสตร์
มันไม่มีสูตรตายตัวเหมือนฟิสิกส์ หลายคนบอกว่าหากได้สัมผัสแล้วจะได้เรียนรู้ว่ามันเป็นอย่างไร

"ความรัก"มีอยู่จริงเหรอในโลกนี้ ?
คนเราจะรักกันมากขนาดตายแทนกันได้เชียวเหรอ?
บ่อยครั้งที่ได้ทบทวนถึงเรื่องความรัก ว่าที่แท้แล้วเรารักคนอื่นหรือรักตัวเองหรือเราไม่ได้รักอะไรเลยกันแน่
พ่อแม่ทำทุกอย่างเพื่อความสุขของลูก ทำงานหนัก เพื่อลูกเหตุผลเพราะรักลูก
นี่ใช่ไหมที่เรียกว่าความรัก?

ที่ฉันตั้งคำถามต่อความรักเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะมีความคิดด้านลบต่อความรัก
แต่ฉันพยายามจะค้นหาความหมายของมันจากหัวใจตนเอง
แน่นอนว่าคน 1000 คนย่อมมีความรัก 1000 แบบ
แล้วความรักของฉัน หรือเธอป็นอย่างไร?
ถ้าฉันบอกว่าฉันรักป่า รักธรรมชาติ รักความเป็นธรรม รักครอบครัว รักเพื่อน
แท้ที่จริงสิ่งนี้เรียกความรักอย่างนั้นหรือ?
รักแล้วต้องทำอย่างไร?

ในเดือนแห่งความรักอย่างนี้ บรรยากาศรอบตัวคงอบอุ่น และอบอวลด้วยความรัก
แต่น่าแปลก ที่ฉันยังรู้สึกถึงความว่างเปล่า...

ห้องสี่เหลี่ยมทั้งสี่ห้องของใครต่อใคร มักจะแบ่งพื้นที่เพื่ออะไรหลายอย่างแต่หนึ่งในนั้นมีไว้เพื่อใครสักคน
ห้องสี่เหลี่ยมที่เป็นที่สูบ ฉีด เลือดหล่อเลี้ยงร่างกาย มันเป็นเพียงอวัยวะส่วนหนึ่งของชีวิต
แต่ไฉนคนเราถึงเปรียบมันเป้นสิ่งแทนคำที่เรียกว่า "ความรัก"
และเรียกมันว่า หัวใจ..
น่าแปลก ที่ถึงวันนี้ สิ่งที่เรียกว่าหัวใจของฉัน มันยังไม่เคยคุ้นกับความรู้สึกที่เรียกว่า ความรัก
จะเป็นไปได้ไหมว่า หัวใจของฉันมันถูกสร้างมาเพื่อหน้าที่เดียวเท่านั้น
คือทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ แต่มันไม่ได้มีหน้าที่ รักใคร

หลายต่อหลายครั้งที่ฉันมองเห็นความรักของคนรอบข้าง
ฉันอบอุ่นใจ ฉันยินดีที่เขามีสุข
แต่บางครั้งฉันกลับรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะรอบกายฉันไม่มีใคร
เดือนแห่งความรักจะผ่านไปแล้ว ปีแล้วปีเล่า
ความรักของใครหลายคนเบ่งบาน และร่วงโรย ครั้งแล้วครั้งเล่า...

หลายคนเคยบอกว่า หากอยากรู้ว่าความรักเป็นอย่างไรให้เปิดใจรับมัน
ห้องสี่เหลี่ยมบ้านฉันยังเปิดรับผู้คนเหมือนเดิม
แต่บางครั้งฉันก็ไม่อยู่บ้าน
หัวใจของฉันออกไปท่องเที่ยว
หัวใจของฉันออกเดินทาง ไปหาผู้คน ที่เหมือนเป็นการผ่านพบ และผูกพัน
แต่หัวใจฉันกลับพยายามปฎิเสธความผูกพันนั้น แล้วรีบกลับมายังบ้านที่เปิดทิ้งไว้เพราะกลัวว่าจะมีใครรออยู่

เมื่อกลับมาถึง...
หัวใจนั้นก็พบว่า มีแต่เพียงความว่างเปล่า
หลายครั้งเข้า มันจึงชาชิน และเลือกที่จะออกเดินทางบ้าง อยู่กับบ้านบ้าง
โดยไม่ได้กังวลถึงใครที่จะผ่านพบ หรือใครที่จะรอมันอยู่ที่บ้าน

การเดินทาง ทำให้มันสดชื่น และพบอิสระในตัวเอง
อิสระจากการผูกพัน
อิสระจากการผูกมัด
มันเรียนรู้ว่าชีวิตเป็นของมันแต่เพียงผู้เดียว
มันไม่ไขว่คว้าที่จะให้ใครมาดูแลมัน
แต่มันก็ไม่ปฎิเสธใครที่เข้ามาเยี่ยมเยือน และมันยังบอกว่า...

เป็นอย่างนี้มันก็มีสุขแล้ว...หัวใจของฉัน