ในที่สุดฉันก็กลับมาเป็นอมตะอีกครั้งหนึ่ง หลังจากง่วงนอนอยู่ตลอดเวลามาเป็นเวลาเกือบอาทิตย์
สาเหตุคงเป็นเพราะว่าการเดินทางที่ผ่ามาเมื่อปลายเดือนมกราคม
ที่เกษตรทุกปีจะมีงานที่พวกเราคนเกษตรรอคอย นั่นคืองาน "เกษตรแฟร์"
ปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้วที่ฉันรู้จักงานแสดงสินค้าเกษตรระดับชาติอย่างนี้
งานเกษตรแฟร์จัดนานถึง 10 วันทีเดียว เป็นช่วงเวลามหามงคลของพวกเราเลยล่ะ
หลายคนตั้งโปรแกรมไปเที่ยวยาวเหยียด หลายคนเปิดร้าน และอีกมากมายที่จะสรรหามาทำในช่วง 10 วันนี้
ปีนี้ฉันมีโอกาสได้ออกค่าย วึ่งมีชื่อว่า "ค่าย 72 ปีวนศาสตร์พัมนาชนบท"
เป็นค่ายที่ประทับใจมากอีกค่ายหนึ่ง รู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์จังเลย อิอิ
ค่ายนี้จัดที่ ศูนย์พัฒนาชาวเขา ตุเบ ตำบลขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตาก
เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยง ช่วงเวลาที่นั่นทำให้ได้เรียนรู้จักการอยุ่เพื่อผู้อื่น
การอยู่เพื่อสังคมอย่างไรไม่รู้...
ที่ตุเบ ไม่มีไฟฟ้า รถเข้าไปไม่ถึง ต้องเดินเข้าไป ทางลงเขาตลอดเส้นทางจนถึงหมู่บ้าน
นาทีแรกที่ไปถึงที่ตุเบ ฉันรู้สึกถึงความรู้สึกของคำที่ว่า "คนแปลกหน้า" ยังไงไม่รู้
ชาวบ้านที่นั่นมองเรา เหมือนเป็นตัวอะไรสักอย่างหนึ่ง เหมือนเป็นสิ่งอื่น สิ่งใหม่ที่เดินเตาะแตะเข้ามาในแผ่นดินของเขา
แต่นาทีนั้นแล้วฉันก้ทำอะไรไม่ได้ นอกจากส่งยิ้มไปให้ผุ้คนเหล่านั้น
เธอเชื่อไหมว่า...
รอยยิ้มกลายเป็นภาษาสากลที่แสดงถึงความเป็นมิตร ได้จริงๆ
แล้วฉันก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นขึ้น และพบสายตาของความเป็นมิตรมากขึ้น
ในวันที่ 1 2 3 และวันต่อๆมา
งานหลักของเราที่ตุเบคือการสร้างห้องส้วม...
นึกๆแล้วฉันยังอดห่วงไม่ได้ว่าห้องน้ำของเราจะกลายเป็นห้องน้ำร้างหรือเปล่า
ทำไมนะหรือ...?
ก็เพราะว่าทั้งหมู่บ้านมีห้องน้ำเพียงแห่งเดียวเท่านั้นคือที่โรงเรียน
ชาวตุเบเรียนรู้วิธีการปลดทุกข์ในป่า...ตั้งแต่หัดเดิน
วันหนึ่งที่เราสอนเด็กๆอยู่เด็กน้อยวิ่งออกไปนอกห้อง
ครูต้าเรียกไว้ว่าจะออกไปไหน เด็กน้อยหันมาทำหน้าเบี้ยวไม่พูดอะไรออกมา
อาจด้วยพูดไม่ออก พูดไม่เป็น หรือไม่เข้าใจคำถาม
แล้วเด็กน้อยก็วิ่งหายไปในพงหญ้าหน้าโรงเรียน
โดยมิได้สนใจที่จะวิ่งเข้าห้องน้ำที่มีอยู่เลย
5 วันกับการสร้างห้องน้ำที่ตุเบ เสร็จสิ้นลงไปอย่างไม่ค่อยจะสมบูรณืเท่าไหร่ทั้งความรู้สึกและตัวโครงสร้าง
ที่พูดอย่างนี้นั่นก็เพราะว่า
วันที่เราเดินออกมาจากตุเบ
ฉันไม่แน่ใจว่าน้ำที่ห้องน้ำจะระบายดีหรือเปล่า น้ำจะไหลหรือเปล่า
และผู้คนที่นั่นจะมาเข้าห้องน้ำของเราหรือเปล่า
และอีกอย่างคือการสร้างความคิดถึงให้ผุ้คนที่นั่นเสียแล้วสิ
วันที่เดินออกจากหมู่บ้าน เด้กกะเหรี่ยงตัวน้อยเดินมาส่งเราถึงถนนดำ
เด็กหนุ่มเอารถเครื่องมาขนของพวกเรา
และยืนมองเราจากมาอย่างอาวรณ์
ฉันและเพื่อคงมีชีวิตในเมืองอย่างผาสุกและแสวงหาต่อไป
แต่ไม่รู้ว่าเด็กๆและผู้คนที่นั่นจะลืมเราได้เมื่อไหร่
ทุกวันนี้ฉันยังจพแววตาใสๆของ "อัมพร" เพชฒฆาตเลือดเย็นแห่งตุเบ
วีรกรรมของสาวน้อยคนนี้ยังอยู่ในทุกความทรงจำของเรา
"สุภาพร"เด็กหญิงช่างคุย ที่อีกหน่อยจะกลายเป็นสาวน้อยน่ารักของตุเบ "ตุ๊มี" "พะเนทู"
"อรทัย" และเด็กสาวอีกหลายคน
และยังไม่ลืมน้ำใจของเด็กหนุ่มๆอย่าง แจะ สุทัศน์ อนุวัติ ประกอบ พะเกร่ดา สุเทพ และทุกๆคน
นอกจากคนตุเบแล้วเพื่อร่วมอุดมการ์ทั้ง 21 ชีวิต ก็เป็นคนที่ลืมไม่ลงเหมือนกัน
การร่วมทุกข์สุขของเรา จะทำให้จดจำไปอีกนาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนที่รู้สึกจะคุยภาษาเดียวกันที่นั่นอย่าง เมฮ์ ธีเฌอ และฮากวอ
หวังว่าคงได้เดินทางร่วมกันอีก
คงจะจริงอย่างที่เขาว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการเดินทางไม่ใช่จุดหมายปลายทาง
แต่คือ"ระหว่างทาง"ต่างหาก
และระหว่างทางนั้นของฉันมันก็ไม่มำให้การเดินทางเสียเวลาเลยจริงๆ
๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)