๑๓ มกราคม ๒๕๕๐

ที่นั่นฉันเรียกมันว่า...บ้าน

ที่ผ่านมามีอะไรหลายอย่างอยากจะเล่าและเขียนเก็บเอาไว้
แต่ก็ นั่นแหละ ผลัดวันมาเรื่อยๆจนลืมๆไป
ผ่านช่วงปีใหม่มาได้สิบกว่าวันแล้ว
ปีนี้บรรยากาศปีใหม่สำหรับฉัน มีความสุขเป็นพิเศษ
เพราะเจอเพื่อนเก่าๆ สมัยเรียนมัธยมปลาย ได้อยู่บ้าน
ที่รู้สึกเหมือนจะจากมานาน.....

การเดินทางกลับบ้านในปีนี้ แตกต่างจากทุกครั้ง
ตั้งแต่การเริ่มออกโบยบินในโลกกว้าง การกลับไปที่ที่เรียกว่า "บ้าน"
ทุกครั้งคือการไปเยือนเพื่อกลับมา
แต่ในครั้งนี้ฉันไปอยู่ ไม่ใช่การเยือนเหมือนหลายครั้ง
แล้วการเยือน กับ การอยู่มันแตกต่างกันอย่างไร?
สำหรับฉันแล้ว การเยือนคือการไป เพื่อให้รู้ว่าไป
ความตั้งใจที่จะทำอะไรให้มันดีขึ้นไม่มี
แต่การอยู่คือการละเลียดความรู้สึก รักและผูกพัน
กับสิ่งเก่าๆสิ่งเดิมๆหรือพูดให้ง่ายๆก็คือ ...
การกลับไปสู่ความอบอุ่นเดิมๆ นั่นเอง

เมื่อพุดถึงบ้าน แล้วทำให้นึกถึงความเงียบ ง่าย ความสบายกาย
สบายใจ ความสงบ การไม่แก่งแย่งแข่งขัน
เมืองในหุบเขา ที่ใครหลายบอกต่อถึงมนต์เสน่ห์แห่งล้านนา
สำหรับฉันแล้ว มันคือเรือนตาย เลยทีเดียวล่ะ

ที่ที่เรียกว่า"บ้าน"มันมีมากกว่า ความอบอุ่น นะฉันว่า
เพราะนอกจากพ่อแม่ พี่น้องแล้ว ยังมีเพื่อนๆ ด้วย
เพื่อนๆก้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันจากมา นานเท่ากับ "บ้าน"
"เพื่อน" สำหรับฉันแล้วก็แยกได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนประถม
ซึ่งตอนนี้แต่งงานเกือบหมดแล้ว...
เพื่อนมัธยมต้น บางคนยังคบกันมาถึงตอนนี้แต่บางคนไม่เคยพบกันอีกเลย
นับจากจบการศึกาจากสถาบันแห่งนั้น "น่านคริสเตียนศึกษา"
เพื่อน ม.ปลาย เพื่อนช่วงนี้เค้าว่ากันว่า จะจีรังที่สุด
เพราะเป็นช่วงแห่งการเติบโตและฝ่าฟัน ในช่วงที่ชีวิตโดนคลื่นซัดกระหน่ำ
๗งทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจกัน รักกัน ผูกพันกัน
ซึ่งก้เป็นโชคอันดีของฉันเองทที่มีเพื่อน ม.ปลายที่น่ารัก
และยังรักกันมาถึงวันนี้ ซึ่งเรามีด้วยกันเกือบ 10 คน


ในปีนี้รวมตัวกันสังสรรค์ฉลองการพบกันอีกครั้ง...
ซึ่งเรามีการสังสรรค์กันอย่างนี้ทุกปี แต่ส่วนตัวฉันแล้ว
ปีนี้เป็นครั้งที่ 2
ครั้งแรก เมื่อตอนปี 1 ช่วงแรกของการเดินทาง...
2 ปีหลังจากนั้นฉันไม่ได้กลับบ้าน
และครั้งนี้ ตอนปี 4 ที่เพื่อนๆทุกคนจะเรียนจบปริญญาตรี
แต่สำหรับฉันยังต่อสู้อีกปี...
การพบกันครั้งนี้ เพื่อนของฉันเติบโตขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น
ผอมลง อ้วนขึ้น สวยขึ้น หล่อขึ้น
แต่ที่รู้สึกจะยังเหมือนเดิม ก็คือ "ความรักความผูกพันของเรา"

1 อาทิตย์กับการกลับบ้าน เหมือนเป็นการเติมไฟแห่งชีวิต
ให้เดินทางต่อไป ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป
สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เด็กๆ(หลาน) โตขึ้นจนแทบจำไม่ได้
ปู่ จากไปเมื่อกลางปี อีกหนึ่งเดือนต่อมา ลูกสาวของป้าก็จากไปอีกคน
หลานกลายเป็นเด็กกำพร้า...
แต่ทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไป

ฉันเก็บทุกอย่างที่ขนไปจากกรุงเทพใส่กระเป๋า
เก็บความฝันเดิมๆที่ค้างคาระหว่างทางมารวมกัน
เป็นความฝันก้อนใหญ่
ที่แบกมาแทบจะไม่ไหว ฮ่าๆๆๆ

ที่ บขส เมืองน่าน...
คนหนุ่มคนสาวบ้านเราเตรียมตัวเดินทางเข้าเมืองใหญ่
ทั้งกรุงเทพ เชียงใหม่ ฯ ฉันก็คืออีกหนึ่งในนั้น
คนเหล่านี้ เดินทางเพื่อการศึกษา ที่ไม่รู้ว่าต่อไปชีวิตจะเป็นอย่างไร
เพื่อการทำงาน ที่หวังจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม
แล้วทุกคนก้เรียกชีวิตอย่างนี้ว่า "ชีวิตที่ดี"

แต่สำหรับฉันแล้ว ท่ามกลางบรรยากาศอลม่าน ของสถานีขนส่ง
มันกลับทำให้ความรู้สึกห่อเหี่ยว
ความรู้สึก แปลกแยก
ฉันให้ทุกคนที่มาส่งกลับไปก่อนที่ รถจะออกนานพอสมควร
ส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากให้ใครยุ่งยากลำบาก แต่อีกอย่าง
คือความรู้สึกประดังประเดเข้ามา
พลันคำถาม ก้เกิดขึ้นมาว่า
"เพื่ออะไร"

"เพื่ออะไร"เป็นคำถามที่สั้นๆแต่รู้สึกว่ามันตอบยากนะ
ในโอกาสเช่นนี้
มาเรียนหนังสือเพื่ออะไร ?
- เพื่อความสำเร็จ เพื่ออะไร?????

....

ฉันกลับมาถึงเมืองหลวงอีกครั้ง...
ท่ามกลางความหวาดผวาของคนเมืองใหญ่
ในเรื่องระเบิดที่เกิดในคืนวันสิ้นสุดของ ปี 2549
คนเหล่านั้นเขาทำ "เพื่ออะไร"...

คงไม่มีคำตอยบที่ดีในที่นี้ว่าทุกสิ่งในโลกเกิดขึ้นเพื่ออะไร
เพราะทุกอย่างที่เป็นไปมันมีที่มาและที่ไปในตัวของมันเอง

อย่ามามัวเสียเวลาอยู่กับการหาความหมาย
ในคำบางคำที่ดูไร้สาระอยู่เลย
แต่ควรที่จะเริ่มต้นทำความฝันโง่ๆ ที่แบกมาเต็มกระเป๋า
ทำให้เป็นความจริงดีกว่า...

ไม่มีความคิดเห็น: