เมื่อพูดถึงปิล็อกหรือเหมืองปิล็อกน้อยคนนักที่จะรู้จักว่าคำนี้คืออะไร หลายคนพยักหน้าว่ารู้จักแล้วจินตนาการถึงประสบการณ์ของตนกับปิล็อก สำหรับฉันรู้จักปิล็อกครั้งแรกจากหนังสือที่ชื่อว่า “ให้ความรักนำทาง” ของสำนักพิมพ์สารคดี ปิล็อกในจินตนาการผ่านตัวหนังสือคือดินแดนในฝันที่งดงาม และฉันตั้งใจว่าจะได้มีโอกาสไปที่นั่นในสักวัน
....................................................และแล้วฉันก็มีโอกาสเดินทางไปปิล็อกในหลายเดือนต่อมา การเดินทางครั้งนี้ฉันมีเพื่อนร่วมทางเพียงหนึ่งคนกับสัมภาระใบย่อมบนหลังและที่สำคัญ กล้องคู่ใจ การเดินทางไปปิล็อกไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัวอย่างเรา แรกเริ่มเดิมทีเราตั้งเข็มไว้ว่าจะโบกรถตลอดการเดินทางแต่ที่นั่นไกลเกินที่จะมีรถนักท่องเที่ยวคันไหนไปถึง ที่สุดเราจึงจำต้องพึ่งรถ “อีต่อง”
รถอีต่องเป็นรถสองแถว สีเหลืองคันเก่า ๆ สาย อีต่อง – ทองผาภูมิ วิ่งเพียงสองเที่ยวต่อวันคือช่วงเช้าและช่วงบ่าย นับว่าเป็นโชคดีของเราที่ทันขึ้นรถเที่ยวสุดท้ายของวัน ชื่ออีต่อง คือชื่อหมู่บ้านที่เป็นที่ตั้งของเหมืองปิล็อก ที่ที่เราจะไปนั่นเอง
ตลอดทางสายอีต่อง – ทองผาภูมิชุ่มฉ่ำไปด้วยสายฝนตลอดเวลา เนื่องจากช่วงที่เราไปเป็นฤดูฝน คนบนรถเล่าให้ฟังว่าที่นี่ฝนจะตกแทบทุกวัน ปีหนึ่งจะมีฝนถึง 8 เดือน จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ตากผ้าไม่เคยแห้ง เส้นทางชัน แคบและคดเคี้ยว ทำให้รถแล่นไปอย่างช้าๆ ทำให้มีเวลาชื่นชมธรรมชาติสองข้างทางอย่างพอใจ สองข้างทางเป็นป่าดงดิบเขา และดงดิบชื้นเสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีฝนตกชุกตลอดทั้งปี
..................................................................
เราถึงอีต่อง ในสองชั่วโมงต่อมา ด้วยระยะทาง 70 กิโลเมตรจากอำเภอทองผาภูมิหมู่บ้านอีต่องเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่ชายแดนไทย พม่า โอบล้อมด้วยขุนเขาตระนาวศรี คนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนพม่า
พูดภาษาพม่า แต่ก็มีคนไทยที่ไปตั้งรกรากอยู่จำนวนไม่น้อยเช่นกัน
ขนของลงจากรถอีต่อง
อีต่องเป็นที่ตั้งของเหมืองแร่ปิล็อก คนทั่วไปจะรู้จักที่นั่นในนามของปิล็อก ด้วยเหตุว่าเป็นชื่อที่สะดุดหูมากกว่าคำว่าอีต่อง ภาพของปิล็อกในจินตนาการตอนแรกคือความงดงาม แต่ไม่รู้ว่าในความงดงามที่ว่านั้นเป็นอย่างไร ทันทีที่ไปถึงฉันตื่นตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า ภาพของหมู่บ้านเล็กๆที่รายล้อมด้วยภูเขาสูงตระหง่าน ชุ่มฉ่ำด้วยสายฝนที่ตกอยู่เกือบตลอดเวลา และมีหมอกพัดมาปกคลุมในบางที ช่างเป็นภาพที่งดงามน่าประทับใจจริงๆ
คนส่วนใหญ่ที่นั่นนับถือศาสนาพุทธเห็นได้จากมีวัดเหมืองปิล็อกที่กว้างใหญ่ มีโรงเรียนเหมืองแร่อีต่อง เป็นโรงเรียนประถมประจำหมู่บ้าน ที่นี่เราพบเพื่อนตัวน้อย ด.ช.จุ๊น และที่นี่อีกเหมือนกันที่เป็นที่นอนของเราในคืนนี้
วัดเหมืองแร่อีต่อง
เราได้เจ้าของบ้านตัวน้อยนำชมเมืองอีต่อง การตั้งบ้านเรือนเป็นกระจุกกลางหุบเขาทำให้เมืองชายแดนแห่งนี้ดูอบอุ่นและปลอดภัย จุดเชื่อมความสัมพันธ์นิรันดรระว่างไทย พม่า เป็นสัญลักษณ์แสดงอาณาเขตของชาติไทย และพม่า เป็นที่แบ่งสัญชาติ เชื้อชาติ การเมือง การปกครอง ในทางนิตินัย แต่ในทางพฤตินัยแล้วคนที่นี่หาได้แบ่งแยกเช่นธงชาติไม่
จุดประสานสัมพันธ์ไมตรีนิจนิรันดร์ ไทย -เมียนมาร์ (ฉันกับเพื่อนตัวน้อย)
เหมืองแร่ปิล็อกเป็นอีกที่หนึ่งที่ต้องไปเยือน เพราะเป็นสาเหตุให้เราต้องเดินทางมาในครั้งนี้
เหมืองแร่ปิล็อก ถูกปิดล็อกไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน แร่ที่ได้จากเหมืองคือวุลเฟรม และดีบุกดำเนินการโดยองค์การเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ปัจจุบันเหมืองแร่แห่งนี้กลายเป็นเหมืองร้างที่มีคนเฝ้าอยู่เพียงหนึ่งคน และกำลังจะกลายเป็นพิพิธพันธ์ในอนาคตอันใกล้นี้
เหมืองแร่ปิล็อก
.................................................................................
การเดินทางครั้งนี้นับว่าเป็นการเดินทางตามหาความใฝ่ฝันอีกครั้งของตัวฉันเอง และเพื่อนร่วมทางของฉันคงมีความรู้สึกเช่นเดียวกันนี้ การเดินทางไปต่างที่ ต่างถิ่น ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ท้าทายและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน แต่เมื่อมีความรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาฉันมักคิดถึง คติการเดินทางที่ว่า “ดวงตะวันมีความหมายต่อดอกไม้ฉันใด รอยยิ้มย่อมมีความหมายต่อมนุษยชาติฉันนั้น” และใช้รอยยิ้มเป็นใบเบิกทาง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ฉันได้รับมิตรภาพและรอยยิ้มที่ใสซื่อของคนปิล็อกตอบแทนจากใบเบิกทางที่พกติดตัวไปกรุงเทพ
มิถุนายน 2549
๑๓ มกราคม ๒๕๕๐
ปิล็อก...ในทรงจำ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น