๑๔ มกราคม ๒๕๕๐

ห้องสีขาว...ใต้หลังคา

หลายปีมาแล้วได้อ่านหนังสือเรื่อง "ห้องสีขาวใต้หลังคา"
ที่เขียนโดยพิบูลย์ศักดิ์ ละครพล
จำได้ว่าตอนนั้นประทับใจมากๆ เรื่องราวของหนังสือ
ก็ไม่ได้จัดว่ามีสีสันหรือชวนติดตามเท่าใดนัก
เป็นเพียงการเขียนจดหมายเล่าเรื่อราวของตน
ระหว่างคนที่ชื่อ ลอม และรอน (ถ้าจำไม่ผิด)
คนหนึ่งอยู่เชียงใหม่และอีกคนอยู่กรุงเทพ
คนที่อยู่เชียงใหม่ก็เล่าเรื่องการเดินทางของตนที่พบกับอิสระเสรี
ส่วนอีกคนอยู่กรุงเทพ เป็นนักเขียน...
ทำงานอยู่ในสำนักพิมพ์เล็กๆ ในห้องที่เขาเรียกว่า
"ห้องสีขาวใต้หลังคา"

ถึงแม้ว่าเคยอ่านเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อนก็ยังพอที่จะจำได้ถึงบรรยากาศ
และกลิ่นอายของห้องสีขาวใต้หลังคาที่ว่า
หลายปีต่อจากนั้น...
เด็กหญิงในวันนั้นได้ใช้ชื่อของ"ห้องสีขาวใต้หลังคา"
เป็นฉากของการเล่าเรื่องราวของคนเอง
ในลักษณะของบันทึกประจำตัว

และต่อจากนั้นอีกเด็กหญิงเติบโตขึ้น
เธอก็ยังหวนรำลึกถึงบรรยกาศห้องสีขาวใต้หลังคาอยู่เสมอ

อีกครั้งหนึ่งที่อยู่กับความคิด และตัวเองนานๆอย่างวันนี้
ทำให้เกิดความรู้สึกอยากจะเขียนถึงเรื่องราวต่างๆ
ที่พานพบ และก็ทำให้คิดถึงเรื่องราวของ
ห้องสีขาวใต้หลังคาขึ้นมาอีกครั้ง

สำหรับฉันแล้วห้องสีขาวที่พูดถึงเสมอ
มันไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมที่มีสีขาว
แต่มันคือห้วงของความคะนึงของตัวตน
สีขาวของห้องคือความว่าง ความนิ่ง ของใจและกาย
แต่อาจจะไม่รวมถึงความนิ่งของอารมณื...
ส่วนห้องใต้หลังคา ในที่นี้ฉันอยากจะให้มันหมายถึง
สภาวะบีบเร้าทางกายและใจ
มันคือกรอบที่มองได้อีกหลายแบบ ส่วนที่ดีของการอยู่ในห้อง
สีขาวก็น่าจะเป็นความปลอดภัย ความสงบ ความว่าง
แต่ส่วนที่ฉันว่ามันไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ก็คือ
การจมอยู่กับสิ่งเดิมๆ บางทีการออกเดินทางจากห้องแห่งนี้
ก็อาจทำให้เกิดความสดชื่นของหัวใจได้เหมือนกัน

ในทางเดียวกัน...
ขนานกับมิติแห่งความคิด ในโลกที่เป็นไป
ฉันก็ยังอยู่ในห้องสีขาวใต้หลังคา
นึกฝันถึงความฝันโง่ๆ ที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา
รู้สึกผิดหวังจากการปฏิเสธไม่เข้าร่วม
ค่ายสุดท้ายของสารคดี
รู้สึกเหมือนตัวเองได้ปล่อยโอกาสที่พยายามไขว่คว้า
มาตลอดชีวิตให้หลุดลอยออกไป...
ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แย่พอสมควรเลยล่ะ...

แต่คงไม่ดีแน่ถ้าจะมามัวโทษตัวเองและหมดอาลัยตายอยากอยู่อย่างนี้
โอกาสนั้นมันก็คงไม่หวนกลับมาอีกแล้ว
และที่สำคัญมันก็เป็นการตัดสินใจของฉันเองนี่นา

แต่ตอนนี้ ควรจะทำอะไรสักอย่างกับชีวิต
หรือว่าจะปล่อยความฝัน
ให้เป็นเพียงแค่"ความฝันโง่ๆ"เท่านั้นเอง

๑๓ มกราคม ๒๕๕๐

ปิล็อก...ในทรงจำ


เมื่อพูดถึงปิล็อกหรือเหมืองปิล็อกน้อยคนนักที่จะรู้จักว่าคำนี้คืออะไร หลายคนพยักหน้าว่ารู้จักแล้วจินตนาการถึงประสบการณ์ของตนกับปิล็อก สำหรับฉันรู้จักปิล็อกครั้งแรกจากหนังสือที่ชื่อว่า “ให้ความรักนำทาง” ของสำนักพิมพ์สารคดี ปิล็อกในจินตนาการผ่านตัวหนังสือคือดินแดนในฝันที่งดงาม และฉันตั้งใจว่าจะได้มีโอกาสไปที่นั่นในสักวัน
....................................................



และแล้วฉันก็มีโอกาสเดินทางไปปิล็อกในหลายเดือนต่อมา การเดินทางครั้งนี้ฉันมีเพื่อนร่วมทางเพียงหนึ่งคนกับสัมภาระใบย่อมบนหลังและที่สำคัญ กล้องคู่ใจ การเดินทางไปปิล็อกไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัวอย่างเรา แรกเริ่มเดิมทีเราตั้งเข็มไว้ว่าจะโบกรถตลอดการเดินทางแต่ที่นั่นไกลเกินที่จะมีรถนักท่องเที่ยวคันไหนไปถึง ที่สุดเราจึงจำต้องพึ่งรถ “อีต่อง”

รถอีต่องเป็นรถสองแถว สีเหลืองคันเก่า ๆ สาย อีต่อง – ทองผาภูมิ วิ่งเพียงสองเที่ยวต่อวันคือช่วงเช้าและช่วงบ่าย นับว่าเป็นโชคดีของเราที่ทันขึ้นรถเที่ยวสุดท้ายของวัน ชื่ออีต่อง คือชื่อหมู่บ้านที่เป็นที่ตั้งของเหมืองปิล็อก ที่ที่เราจะไปนั่นเอง

ตลอดทางสายอีต่อง – ทองผาภูมิชุ่มฉ่ำไปด้วยสายฝนตลอดเวลา เนื่องจากช่วงที่เราไปเป็นฤดูฝน คนบนรถเล่าให้ฟังว่าที่นี่ฝนจะตกแทบทุกวัน ปีหนึ่งจะมีฝนถึง 8 เดือน จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ตากผ้าไม่เคยแห้ง เส้นทางชัน แคบและคดเคี้ยว ทำให้รถแล่นไปอย่างช้าๆ ทำให้มีเวลาชื่นชมธรรมชาติสองข้างทางอย่างพอใจ สองข้างทางเป็นป่าดงดิบเขา และดงดิบชื้นเสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีฝนตกชุกตลอดทั้งปี
..................................................................
เราถึงอีต่อง ในสองชั่วโมงต่อมา ด้วยระยะทาง 70 กิโลเมตรจากอำเภอทองผาภูมิหมู่บ้านอีต่องเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่ชายแดนไทย พม่า โอบล้อมด้วยขุนเขาตระนาวศรี คนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนพม่า
พูดภาษาพม่า แต่ก็มีคนไทยที่ไปตั้งรกรากอยู่จำนวนไม่น้อยเช่นกัน

ขนของลงจากรถอีต่อง

อีต่องเป็นที่ตั้งของเหมืองแร่ปิล็อก คนทั่วไปจะรู้จักที่นั่นในนามของปิล็อก ด้วยเหตุว่าเป็นชื่อที่สะดุดหูมากกว่าคำว่าอีต่อง ภาพของปิล็อกในจินตนาการตอนแรกคือความงดงาม แต่ไม่รู้ว่าในความงดงามที่ว่านั้นเป็นอย่างไร ทันทีที่ไปถึงฉันตื่นตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า ภาพของหมู่บ้านเล็กๆที่รายล้อมด้วยภูเขาสูงตระหง่าน ชุ่มฉ่ำด้วยสายฝนที่ตกอยู่เกือบตลอดเวลา และมีหมอกพัดมาปกคลุมในบางที ช่างเป็นภาพที่งดงามน่าประทับใจจริงๆ

คนส่วนใหญ่ที่นั่นนับถือศาสนาพุทธเห็นได้จากมีวัดเหมืองปิล็อกที่กว้างใหญ่ มีโรงเรียนเหมืองแร่อีต่อง เป็นโรงเรียนประถมประจำหมู่บ้าน ที่นี่เราพบเพื่อนตัวน้อย ด.ช.จุ๊น และที่นี่อีกเหมือนกันที่เป็นที่นอนของเราในคืนนี้

วัดเหมืองแร่อีต่อง

เราได้เจ้าของบ้านตัวน้อยนำชมเมืองอีต่อง การตั้งบ้านเรือนเป็นกระจุกกลางหุบเขาทำให้เมืองชายแดนแห่งนี้ดูอบอุ่นและปลอดภัย จุดเชื่อมความสัมพันธ์นิรันดรระว่างไทย พม่า เป็นสัญลักษณ์แสดงอาณาเขตของชาติไทย และพม่า เป็นที่แบ่งสัญชาติ เชื้อชาติ การเมือง การปกครอง ในทางนิตินัย แต่ในทางพฤตินัยแล้วคนที่นี่หาได้แบ่งแยกเช่นธงชาติไม่

จุดประสานสัมพันธ์ไมตรีนิจนิรันดร์ ไทย -เมียนมาร์ (ฉันกับเพื่อนตัวน้อย)

เหมืองแร่ปิล็อกเป็นอีกที่หนึ่งที่ต้องไปเยือน เพราะเป็นสาเหตุให้เราต้องเดินทางมาในครั้งนี้
เหมืองแร่ปิล็อก ถูกปิดล็อกไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน แร่ที่ได้จากเหมืองคือวุลเฟรม และดีบุกดำเนินการโดยองค์การเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ปัจจุบันเหมืองแร่แห่งนี้กลายเป็นเหมืองร้างที่มีคนเฝ้าอยู่เพียงหนึ่งคน และกำลังจะกลายเป็นพิพิธพันธ์ในอนาคตอันใกล้นี้

เหมืองแร่ปิล็อก
.................................................................................
การเดินทางครั้งนี้นับว่าเป็นการเดินทางตามหาความใฝ่ฝันอีกครั้งของตัวฉันเอง และเพื่อนร่วมทางของฉันคงมีความรู้สึกเช่นเดียวกันนี้ การเดินทางไปต่างที่ ต่างถิ่น ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ท้าทายและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน แต่เมื่อมีความรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาฉันมักคิดถึง คติการเดินทางที่ว่า “ดวงตะวันมีความหมายต่อดอกไม้ฉันใด รอยยิ้มย่อมมีความหมายต่อมนุษยชาติฉันนั้น” และใช้รอยยิ้มเป็นใบเบิกทาง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ฉันได้รับมิตรภาพและรอยยิ้มที่ใสซื่อของคนปิล็อกตอบแทนจากใบเบิกทางที่พกติดตัวไป




กรุงเทพ




มิถุนายน 2549

ที่นั่นฉันเรียกมันว่า...บ้าน

ที่ผ่านมามีอะไรหลายอย่างอยากจะเล่าและเขียนเก็บเอาไว้
แต่ก็ นั่นแหละ ผลัดวันมาเรื่อยๆจนลืมๆไป
ผ่านช่วงปีใหม่มาได้สิบกว่าวันแล้ว
ปีนี้บรรยากาศปีใหม่สำหรับฉัน มีความสุขเป็นพิเศษ
เพราะเจอเพื่อนเก่าๆ สมัยเรียนมัธยมปลาย ได้อยู่บ้าน
ที่รู้สึกเหมือนจะจากมานาน.....

การเดินทางกลับบ้านในปีนี้ แตกต่างจากทุกครั้ง
ตั้งแต่การเริ่มออกโบยบินในโลกกว้าง การกลับไปที่ที่เรียกว่า "บ้าน"
ทุกครั้งคือการไปเยือนเพื่อกลับมา
แต่ในครั้งนี้ฉันไปอยู่ ไม่ใช่การเยือนเหมือนหลายครั้ง
แล้วการเยือน กับ การอยู่มันแตกต่างกันอย่างไร?
สำหรับฉันแล้ว การเยือนคือการไป เพื่อให้รู้ว่าไป
ความตั้งใจที่จะทำอะไรให้มันดีขึ้นไม่มี
แต่การอยู่คือการละเลียดความรู้สึก รักและผูกพัน
กับสิ่งเก่าๆสิ่งเดิมๆหรือพูดให้ง่ายๆก็คือ ...
การกลับไปสู่ความอบอุ่นเดิมๆ นั่นเอง

เมื่อพุดถึงบ้าน แล้วทำให้นึกถึงความเงียบ ง่าย ความสบายกาย
สบายใจ ความสงบ การไม่แก่งแย่งแข่งขัน
เมืองในหุบเขา ที่ใครหลายบอกต่อถึงมนต์เสน่ห์แห่งล้านนา
สำหรับฉันแล้ว มันคือเรือนตาย เลยทีเดียวล่ะ

ที่ที่เรียกว่า"บ้าน"มันมีมากกว่า ความอบอุ่น นะฉันว่า
เพราะนอกจากพ่อแม่ พี่น้องแล้ว ยังมีเพื่อนๆ ด้วย
เพื่อนๆก้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันจากมา นานเท่ากับ "บ้าน"
"เพื่อน" สำหรับฉันแล้วก็แยกได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนประถม
ซึ่งตอนนี้แต่งงานเกือบหมดแล้ว...
เพื่อนมัธยมต้น บางคนยังคบกันมาถึงตอนนี้แต่บางคนไม่เคยพบกันอีกเลย
นับจากจบการศึกาจากสถาบันแห่งนั้น "น่านคริสเตียนศึกษา"
เพื่อน ม.ปลาย เพื่อนช่วงนี้เค้าว่ากันว่า จะจีรังที่สุด
เพราะเป็นช่วงแห่งการเติบโตและฝ่าฟัน ในช่วงที่ชีวิตโดนคลื่นซัดกระหน่ำ
๗งทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจกัน รักกัน ผูกพันกัน
ซึ่งก้เป็นโชคอันดีของฉันเองทที่มีเพื่อน ม.ปลายที่น่ารัก
และยังรักกันมาถึงวันนี้ ซึ่งเรามีด้วยกันเกือบ 10 คน


ในปีนี้รวมตัวกันสังสรรค์ฉลองการพบกันอีกครั้ง...
ซึ่งเรามีการสังสรรค์กันอย่างนี้ทุกปี แต่ส่วนตัวฉันแล้ว
ปีนี้เป็นครั้งที่ 2
ครั้งแรก เมื่อตอนปี 1 ช่วงแรกของการเดินทาง...
2 ปีหลังจากนั้นฉันไม่ได้กลับบ้าน
และครั้งนี้ ตอนปี 4 ที่เพื่อนๆทุกคนจะเรียนจบปริญญาตรี
แต่สำหรับฉันยังต่อสู้อีกปี...
การพบกันครั้งนี้ เพื่อนของฉันเติบโตขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น
ผอมลง อ้วนขึ้น สวยขึ้น หล่อขึ้น
แต่ที่รู้สึกจะยังเหมือนเดิม ก็คือ "ความรักความผูกพันของเรา"

1 อาทิตย์กับการกลับบ้าน เหมือนเป็นการเติมไฟแห่งชีวิต
ให้เดินทางต่อไป ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป
สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เด็กๆ(หลาน) โตขึ้นจนแทบจำไม่ได้
ปู่ จากไปเมื่อกลางปี อีกหนึ่งเดือนต่อมา ลูกสาวของป้าก็จากไปอีกคน
หลานกลายเป็นเด็กกำพร้า...
แต่ทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไป

ฉันเก็บทุกอย่างที่ขนไปจากกรุงเทพใส่กระเป๋า
เก็บความฝันเดิมๆที่ค้างคาระหว่างทางมารวมกัน
เป็นความฝันก้อนใหญ่
ที่แบกมาแทบจะไม่ไหว ฮ่าๆๆๆ

ที่ บขส เมืองน่าน...
คนหนุ่มคนสาวบ้านเราเตรียมตัวเดินทางเข้าเมืองใหญ่
ทั้งกรุงเทพ เชียงใหม่ ฯ ฉันก็คืออีกหนึ่งในนั้น
คนเหล่านี้ เดินทางเพื่อการศึกษา ที่ไม่รู้ว่าต่อไปชีวิตจะเป็นอย่างไร
เพื่อการทำงาน ที่หวังจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม
แล้วทุกคนก้เรียกชีวิตอย่างนี้ว่า "ชีวิตที่ดี"

แต่สำหรับฉันแล้ว ท่ามกลางบรรยากาศอลม่าน ของสถานีขนส่ง
มันกลับทำให้ความรู้สึกห่อเหี่ยว
ความรู้สึก แปลกแยก
ฉันให้ทุกคนที่มาส่งกลับไปก่อนที่ รถจะออกนานพอสมควร
ส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากให้ใครยุ่งยากลำบาก แต่อีกอย่าง
คือความรู้สึกประดังประเดเข้ามา
พลันคำถาม ก้เกิดขึ้นมาว่า
"เพื่ออะไร"

"เพื่ออะไร"เป็นคำถามที่สั้นๆแต่รู้สึกว่ามันตอบยากนะ
ในโอกาสเช่นนี้
มาเรียนหนังสือเพื่ออะไร ?
- เพื่อความสำเร็จ เพื่ออะไร?????

....

ฉันกลับมาถึงเมืองหลวงอีกครั้ง...
ท่ามกลางความหวาดผวาของคนเมืองใหญ่
ในเรื่องระเบิดที่เกิดในคืนวันสิ้นสุดของ ปี 2549
คนเหล่านั้นเขาทำ "เพื่ออะไร"...

คงไม่มีคำตอยบที่ดีในที่นี้ว่าทุกสิ่งในโลกเกิดขึ้นเพื่ออะไร
เพราะทุกอย่างที่เป็นไปมันมีที่มาและที่ไปในตัวของมันเอง

อย่ามามัวเสียเวลาอยู่กับการหาความหมาย
ในคำบางคำที่ดูไร้สาระอยู่เลย
แต่ควรที่จะเริ่มต้นทำความฝันโง่ๆ ที่แบกมาเต็มกระเป๋า
ทำให้เป็นความจริงดีกว่า...