๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
ก็แค่ชีวิตเล็กๆ ชีวิตหนึ่ง
ฉันไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า ชีวิตของตัวเองจะเดินทางและโลดแล่นมาถึงวันนี้ได้
แต่เมื่อเหลียวกลับไปมองระยะทางทั้ง 5 ปีที่ผ่านมา
ฉันกลับรู้สึกภาคภูมิใจในชีวิตเสียจริง ฉันไม่ได้ทำอะไรสำเร็จทุกเรื่อง
ฉันเคยเดินพลาด ก้าวพลาด ตัดสินใจผิด คิดผิด แต่มันก็ผ่านมาแล้ว
และวันนี้ ฉันรู้สึกว่าฉันโตขึ้นอีกนิดหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้โตเต็มที่ ฉันหมายถึงว่ายังไม่เป้นผู้ใหญ่พอเท่าที่ควร
แต่จะว่าไปแล้วในสังคมนี้คงไม่มีใครเป้นผู้ใหญ่กันจริงๆ นั่นคือทุกคนมีความเป็นเด็กอยู่ในตัว
มุมเล็กๆมุมเด็กของแต่ละคนต่างกัน บางทีเราเดินเร็ว เลียจนลืมหยุดพิจารณาตัวเอง
และเราก็มองไกล มองเห็นคนอื่นพิจารณาคนอื่น ดดยที่เราลืมมองตัวเราเอง
แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่น่ารังเกียจและไม่เป็นธรรมที่สุดในโลก คือจิตใจที่มองคนอื่นตลอดเวลานั่นเอง
อีกกี่ปี....
ที่ฉันจะต้องเดินทางต่อไปในโลกเล็กๆใบนี้
และเธอและใครหลายคนก็คงต้องเดินไปเหมือนกัน แต่การเดินทางของเรามันไม่ได้เหมือนกันหรอก
หลายคนเดินไปอย่างไร้จุดหมาย การเกิดมาบนโลกใบนี้ของเขา เพื่อการเล่าเรียนหนังสือ ทำงาน สืบพันธุ์และตาย
แต่ใช่ว่าฉันจะประนามชีวิตเช่นนี้หรอกนะ เพราะมันกลายเป็นบรรทัดฐาน ของสังคมไปแล้ว บรรทัดฐานหรือ norm ก็คือสิ่งที่คนในสังคมส่วนใหญ่ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เท่านั้นเอง เมื่อชีวิตเช่นนั้นเป็นบรรทัดฐานแล้วก็หมายถึงเขาไม่ผิด การดำเนินชีวิตของเขาคือครรลองของสังคม
แต่มีหลายคน มีจุดมุ่งหมายที่แตกต่าง ชีวิตคนบางคนไม่ได้จบ ลงท้ายที่การแต่งงาน หรืออาจจะแต่งตามชีววิตแบบแรก แต่สิ่งที่แตกต่างที่ฉันกำลังจะเดินไปในทางสายนั้น คือการดำรงชีวิตโดยรู้ว่า เราเกิดมาจากไหน เรามาทำอะไร และเราจะไปไหน?
ดูเหมือนเป็นคำถามพื้นๆกับปรัชญาทางศาสนาแบบนี้ และดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว ล้อเล่น แลไร้สาระสำหรับชีวิตที่มุ่งสู่ความเจริญทางวัตถุในเบื้องหน้า
แต่เป็นคำถามสำหรับผู้ที่สับสนกับการเเนนชีวิต ให้หยุดคิดว่า แท้ที่จริงแล้ว ชีวิตเล็กๆที่เกิดมา ต้องการอะไรกันแน่
ฉันเดินตามรอยแห่งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากที่ 20 กว่าปีที่ผ่านมาฉันเดินหลงทางในป่าทึบ และทึกทักเอาเองว่าฉันคือผู้ทรงศีล รักสงบ เงียบ แต่เท่านั้นมันก็ทำให้ฉันเดินหลงทางต่อไป แต่วันหนึ่งในหลายเดือนก่อน ฉันสามารถแหวกพงหญ้า ผ่านป่าทึบมาได้ และพบอัครฐานแห่งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่แท้จริง คือความสว่าง ว่าง เบา คือความจริง คือสัจธรรม และคือหนทางแห่งอนาคตของฉันเอง
๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐
จารึกไว้บนผาหิน
เพื่อนคนที่ถูกตบหน้าจึงเขียนลงบนทรายว่า
"วันนี้เพื่อนรักของฉันตบหน้าฉัน"
ทั้งสองเดินทางต่อไป จนเจอโอเอซิส จึงได้ลงเล่นน้ำกันเพื่อนคนที่ 2 เกิดจมน้ำ เพื่อนคนที่ 1 เข้าไปช่วยไว้ได้
เพื่อนคนที่จมน้ำจึงได้เขียนบนหน้าผาว่า
"เพื่อนรักของฉันช่วยชีวิตฉันไว้"
เพื่อนคนที่ 1 สงสัยถามว่าทำไมเมื่อถูกตบหน้าจึงเขียนลงบนทราย แล้วที่ช่วยชีวิตถึงเขียนลงบนก้อนหิน
คำตอบก็คือ ที่เขียนลงบนทรายเพื่อที่สักวันจะให้ลมพัดความโกรธนั้นไป
แต่หากสลักลงผาหินก็ไม่มีสิ่งใดมาทำให้ลบเลือนได้เหมือนเช่นเดียวกับความดีที่เพื่อนทำ
ที่เล่าเรื่องนี้มาก็เพราะว่าวันนี้มีเรื่องที่ดีเกิดขึ้น จนอยากจะสลักความดีงามนั้นลงบนผาหิน
แต่ก็คงไม่มีปัญญาไปหาผาหินที่ไหน ก็เลยมาเล่าไว้ในนี้
เรื่องก็คือวันนี่ไปรับจ๊อบถ่ายรูปที่จุฬา ขณะที่กำลังถ่ายอย่างสนุกสนานกล้องคู่ใจก็เกิดเหตุไม่คาดฝันคือที่ล็อกฝาปิดด้านหลังหัก
โอ้ววววววว!!!!แม่เจ้า
กล้องใช้การไม่ได้ เหลือเวลาอีกครึ่งวัน
จึงได้ติดต่อให้น้องอ้ำ เอากล้องที่ชมรมมาให้แต่เจ้ากรรม น้องติดธุระอยู่ที่โรงพัก
จึงได้โทรหาพี่โอ๋ ให้เอากล้องมาให้
เหมือนสวรรค์มาโปรด พี่โอ๋รับคำแล้วออกมาในทันทีอย่างไม่รีรอและซักถามให้เสียเวลา
1 ชั่วโมงครึ่งผ่านไป พี่โอ๋มาพร้อมกับกล้อง 2 ตัวคือของพี่เธียรและพี่โอ๋เอง
ของพี่เธียรเป็น eos 5 lens 19-35 ของพี่โอ๋ eos __ lens 28-90
ส่วนของเราเอง nikon f75 lens 28-200
คนละค่ายกัน แต่ก้ยังดีกว่าไม่มี
ใช้เลนส์ไวด์ขนาดนี้ถ่ายรับปริญญา ครั้งแรก
ไม่รู้ว่าผลงานจะออกมาเป้นไงบ้างแต่ก้พร้อมจะรับกรรมที่ก่อไว้ อิอิ
ดังนั้นก็เลยอยากจะสลักความมีน้ำใจ ความดีงามของพี่โอ๋ ไว้บนเว็บนี้แทนผาหิน
แม้มันจะไม่อยู่เนิ่นนานเท่าแต่สำคัญกว่านั้น มันยังอยู่ในใจเสมอ
ขอบคุณค่ะ
๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๐
บทเล็กๆของพิบูลศักดิ์ ละครพล
เพื่อบ่มความคิดถึงให้มีรสหวาน
เราจะชิดใกล้กัน
เพื่ออ้อมแขนของความรัก
จักไม่เหน็บหนาวจนเกินไปนัก
เราจะหัวเราะหัวใคร่
เพื่อตระหนักถึงรสขมปร่าของหยาดน้ำตา
เราจะร่าเริงแจ่มใส
เพื่อเปิดหน้าต่างอันบูดบึ้งของโลก
๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๐
อยู่บนภูเขา...เราคิดถึงใครบางคน

หลายครั้งหลายคราที่มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยว
ทั้งกับเพื่อนๆ หรือการไปเก็บข้อมูล
ทั้งหมดทั้งมวลฉันก็ถือว่าเป็นการท่องเที่ยว
หรือจะพูดเป็นภาษากวีๆ ก็อาจจะบอกว่า
เป็นการ"เดินทาง"
การเดินทางอีกครั้ง ...
ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ จ.กาญจนบุรี
ความจริงแล้วเมืองกาญฯ เป็นที่ที่ไปบ่อยที่สุดก็ว่าได้
อาจเพราะใกล้ ไปมาสะดวก หรือเพราะอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน...
.........................
ครานี้ไม่ได้ไปเที่ยว แต่ไปฝึกงาน
ตามปกติในช่วงปิดเทอม ก็มักจะมีการฝึกงานภาคสนาม
ครั้งนี้พวกเราไปกันที่ อช.เอราวัณ
อยู่ที่นั่น 15 วัน และช่วงหนึ่งของการฝึกงาน
เราต้องถูกปล่อยในหมู่บ้าน
เป็นเวลาประมาณ 4-5 วัน
ที่นี่เอง.....
เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดถึงใครบางคน
หมู่บ้านที่ไปอยู่มีชื่อว่า "บ้านบนเขาแก่งเรียง"
เป็นหมู่บ้านที่ถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีไปฟ้า ถนนลาดยาง
แต่ผู้คนที่นั่นก็มีแสงสว่างจากโซล่าเซลล์
ไม่ใช่เพราะความทุรกันดาน
แต่เป็นเพราะความเข้าใจไม่ตรงกัน
จึงทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ยังดูเหมือนล้าหลัง
แต่ถึงแม้จะไม่มีไฟฟ้า
ที่นี่ก็ยังคงงดงาม สว่างไสวด้วยน้ำจิตน้ำใจของพี่น้อง
ความซื่อ ใส ของชีวิตบ้านๆ
มันอาจดูธรรมดาในความคิดของหลายๆคน
ที่พานพบแต่ความสมบูรณ์พูนสุขของชีวิต
แต่สำหรับฉันแล้ว
มันมีความหมาย และไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
.........................

บรรยากาศยามเช้าจากบนภูเขา
ที่คนที่นั่นเรียกว่าเขาเป้ง
เบื้องหน้าคือผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ของเขื่อนศรีนครินทร์
แม้อากาศและท้องฟ้าเช้านี้จะไม่สดใสนัก
แต่อารมณ์ของเราปลอดโปร่งยิ่งกว่าสิ่งใด

ที่นี่เขายังมีทุ่งดาวเรืองด้วย
............................
ภาพบางส่วนจากการเดินทาง
แม้จะไม่ยิ่งใหญ่
แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่า
เมื่ออยู่บนภูเขาเราได้คิดถึงใครบางคน
คนที่เคยเพ้อบ่น...
แต่ตอนนี้เธออยู่ไกล
๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๐
ปลูกฝันไว้ในแผ่นดิน
หลายคนคงไม่มีคำตอบกับคำถามนี้
เพราะอาจไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร
หรือกำลังครุ่นคิดว่าตนมีความฝันหรือไม่
ในขณะที่ใครบางคนได้ปลูกฝันนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว...
เมื่อพูดถึงความใฝ่ฝันของคนหนุ่มสาว
ในยุคสมัยที่ประชาธิปไตยของเมืองไทย
เบ่งบานจนโรยรา...
และเหมือนกำลังจะผลิบานใหม่อีกรอบ(หรือเปล่า)
ว่ามีความใฝ่ฝันถึงอะไรกันบ้าง
คงมีคำตอบอะไรหลายอย่างที่ทำเอาวัยรุ่นเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว
ถึงกับอึ้งเลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันเมล็ดพันธ์แห่งความฝัน
ก็ยังคงงอกงามอยู่ในทุกดวงใจ ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว
เชื่อหรือไม่ว่าคนที่ดูไม่ได้เรื่องแท้ที่จริงเขามีความฝัน
ฝันถึงสิ่งที่งดงามสำหรับชีวิตของเขา
ซึ่งมันอาจไม่งดงามในชีวิตของคนอื่น
เขาจึงถูกคนอื่นมองว่าเขาไม่มีความใฝ่ฝันเอาเสียเลย
ในขณะที่บางคนมักบอกเล่าถึงความใฝ่ฝันของเขาให้คนอื่นรับรู้
แล้วเขาได้รับการยกย่องชมเชยจากคนรอบข้าง
ว่า เธอช่างเป็นคนที่มีความคิดที่ดีอะไรเช่นนี้
อย่างนั้นหรือ
ถึงจะเรียกว่าการมีความใฝ่ฝัน
........................
มีโอกาสได้อ่านหนังสือเรื่อง
"ปลูกฝันไว้ในแผ่นดิน"
เป็นหนังสือราคาถูกแต่สูงคุณค่าอีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องนี้เป็นนวนิยายแปล
โดยภาษาเดิมคือภาษาสเปน
เป็นเรื่องราวของครูสาวคนหนึ่งที่สอบเข้ารับราชการได้
เธอเป็นคนที่เก่ง เก่งกว่าคนอื่นๆ
เธอสามารถดูแลเด็กได้เป็นร้อยๆ
แต่รัฐบาลกลับส่งเธอไปเป็นครูบ้านนอก
ไกล สุดไกล...
ในตอนแรกเธอหวาดหวั่นกับสิ่งที่พบ
นานวันเข้า กับมิตรภาพและความจริงใจของผู้คน
ทำให้ครูคนนี้ เริ่มรู้สึกดี และรักเด็กนักเรียนทุกคนที่นั่น
และรักใครคนหนึ่งในหมู่บ้าน
ถ้าเป็นเธอ จะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิต?
ครูคนนี้เลือกที่จะอยู่ที่นั่น
ปลูกฝันอันงดงามของเธอบนแผ่นดินแห่งความสมบูรณ์นั้น
...........................
ถ้าเป็นเธอ จะทำอย่างไร?
ฉันติดเอาเรื่องนี้มาคิดอยู่หลายครั้ง
คิดถึงความใฝ่ฝันของตัวเอง
ว่าแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่
และฉันกล้าพอไหม
ที่จะปลูกฝันนั้นให้งอกงามขึ้น
ในแผ่นดินใดสักแห่งบนโลกนี้
หรือแท้ที่จริงแล้ว
ฉันไม่มีอะไรสักอย่าง
แม้กระทั่งความฝัน...อย่างนั้นหรือ
ไม่จริง !!!
หัวใจฉันบอกเช่นนั้น
ฉันยังมีฝัน
แต่อาจยังไม่มีแผ่นดิน ใดที่จะปลูกมันเท่านั้นเอง
แล้วเธอล่ะ ความฝันของเธอ แผ่นดินของเธอ
อยู่ที่ไหน
...........................
เดือนแห่งความรัก
ไม่เว้นคู่รักในบ้านเมืองเรา...
ว่ากันว่าวันวาเลนท์ไทด์เป็นวันที่ระลึกถึงนักบุญคนหนึ่งที่ชื่อเซนต์วาเลนท์ไทด์
แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนผู้นี้มามีความสำคัญอะไรต่อบรรพบุรุษของพวกเรา
เพราะเห็นใครต่อใครหลายคนรอคอยมันเหลือเกิน
สำหรับฉันแล้ววันนี้ก็เหมือนวันวาเลนท์ไทด์ปีอื่นๆที่ผ่านมา
ไม่มีดอกกุหลาบสีแดง... ไม่มีอะไรทั้งสิ้น
เมื่อพูดถึงความรัก รู้สึกมันเป็นคำที่เหมือนเข้าใจยากจังเลย !
ฉันพยายามที่จะทำความเข้าใจมัน แน่นอนว่ามันไม่สามารถแก้สมการออกมาได้เหมือนวิชาคณิตศาสตร์
มันไม่มีสูตรตายตัวเหมือนฟิสิกส์ หลายคนบอกว่าหากได้สัมผัสแล้วจะได้เรียนรู้ว่ามันเป็นอย่างไร
"ความรัก"มีอยู่จริงเหรอในโลกนี้ ?
คนเราจะรักกันมากขนาดตายแทนกันได้เชียวเหรอ?
บ่อยครั้งที่ได้ทบทวนถึงเรื่องความรัก ว่าที่แท้แล้วเรารักคนอื่นหรือรักตัวเองหรือเราไม่ได้รักอะไรเลยกันแน่
พ่อแม่ทำทุกอย่างเพื่อความสุขของลูก ทำงานหนัก เพื่อลูกเหตุผลเพราะรักลูก
นี่ใช่ไหมที่เรียกว่าความรัก?
ที่ฉันตั้งคำถามต่อความรักเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะมีความคิดด้านลบต่อความรัก
แต่ฉันพยายามจะค้นหาความหมายของมันจากหัวใจตนเอง
แน่นอนว่าคน 1000 คนย่อมมีความรัก 1000 แบบ
แล้วความรักของฉัน หรือเธอป็นอย่างไร?
ถ้าฉันบอกว่าฉันรักป่า รักธรรมชาติ รักความเป็นธรรม รักครอบครัว รักเพื่อน
แท้ที่จริงสิ่งนี้เรียกความรักอย่างนั้นหรือ?
รักแล้วต้องทำอย่างไร?
ในเดือนแห่งความรักอย่างนี้ บรรยากาศรอบตัวคงอบอุ่น และอบอวลด้วยความรัก
แต่น่าแปลก ที่ฉันยังรู้สึกถึงความว่างเปล่า...
ห้องสี่เหลี่ยมทั้งสี่ห้องของใครต่อใคร มักจะแบ่งพื้นที่เพื่ออะไรหลายอย่างแต่หนึ่งในนั้นมีไว้เพื่อใครสักคน
ห้องสี่เหลี่ยมที่เป็นที่สูบ ฉีด เลือดหล่อเลี้ยงร่างกาย มันเป็นเพียงอวัยวะส่วนหนึ่งของชีวิต
แต่ไฉนคนเราถึงเปรียบมันเป้นสิ่งแทนคำที่เรียกว่า "ความรัก"
และเรียกมันว่า หัวใจ..
น่าแปลก ที่ถึงวันนี้ สิ่งที่เรียกว่าหัวใจของฉัน มันยังไม่เคยคุ้นกับความรู้สึกที่เรียกว่า ความรัก
จะเป็นไปได้ไหมว่า หัวใจของฉันมันถูกสร้างมาเพื่อหน้าที่เดียวเท่านั้น
คือทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ แต่มันไม่ได้มีหน้าที่ รักใคร
หลายต่อหลายครั้งที่ฉันมองเห็นความรักของคนรอบข้าง
ฉันอบอุ่นใจ ฉันยินดีที่เขามีสุข
แต่บางครั้งฉันกลับรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะรอบกายฉันไม่มีใคร
เดือนแห่งความรักจะผ่านไปแล้ว ปีแล้วปีเล่า
ความรักของใครหลายคนเบ่งบาน และร่วงโรย ครั้งแล้วครั้งเล่า...
หลายคนเคยบอกว่า หากอยากรู้ว่าความรักเป็นอย่างไรให้เปิดใจรับมัน
ห้องสี่เหลี่ยมบ้านฉันยังเปิดรับผู้คนเหมือนเดิม
แต่บางครั้งฉันก็ไม่อยู่บ้าน
หัวใจของฉันออกไปท่องเที่ยว
หัวใจของฉันออกเดินทาง ไปหาผู้คน ที่เหมือนเป็นการผ่านพบ และผูกพัน
แต่หัวใจฉันกลับพยายามปฎิเสธความผูกพันนั้น แล้วรีบกลับมายังบ้านที่เปิดทิ้งไว้เพราะกลัวว่าจะมีใครรออยู่
เมื่อกลับมาถึง...
หัวใจนั้นก็พบว่า มีแต่เพียงความว่างเปล่า
หลายครั้งเข้า มันจึงชาชิน และเลือกที่จะออกเดินทางบ้าง อยู่กับบ้านบ้าง
โดยไม่ได้กังวลถึงใครที่จะผ่านพบ หรือใครที่จะรอมันอยู่ที่บ้าน
การเดินทาง ทำให้มันสดชื่น และพบอิสระในตัวเอง
อิสระจากการผูกพัน
อิสระจากการผูกมัด
มันเรียนรู้ว่าชีวิตเป็นของมันแต่เพียงผู้เดียว
มันไม่ไขว่คว้าที่จะให้ใครมาดูแลมัน
แต่มันก็ไม่ปฎิเสธใครที่เข้ามาเยี่ยมเยือน และมันยังบอกว่า...
เป็นอย่างนี้มันก็มีสุขแล้ว...หัวใจของฉัน
๑๘ มีนาคม ๒๕๕๐
เดินตามฝัน
หนุ่มสาวทุกยุคทุกสมัยมีอยู่ไม่น้อยที่ใฝ่ฝันถึงการเดินทาง การเดินทางจึงเป็นหัวใจของเขาและเธอ
ฉันมีเพื่อนหลายคนที่กระหายกับการเดินทาง และตัวของฉันเองก็ไม่ปฎิเสธรสชาติอันพิไลของการเดินทาง
สำหรับตัวฉันแล้วการเดินทางเหมือนเป็นยาบำรุงชั้นดี ที่ทำให้จินตนาการต่อโลกของฉันกว้างไกลขึ้น
โลกของฉันกว้างใหญ่ขึ้น
แล้วเธอล่ะ การเดินทางให้อะไรแก่เธอบ้าง
๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
ตุเบ : ระหว่างทาง
สาเหตุคงเป็นเพราะว่าการเดินทางที่ผ่ามาเมื่อปลายเดือนมกราคม
ที่เกษตรทุกปีจะมีงานที่พวกเราคนเกษตรรอคอย นั่นคืองาน "เกษตรแฟร์"
ปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้วที่ฉันรู้จักงานแสดงสินค้าเกษตรระดับชาติอย่างนี้
งานเกษตรแฟร์จัดนานถึง 10 วันทีเดียว เป็นช่วงเวลามหามงคลของพวกเราเลยล่ะ
หลายคนตั้งโปรแกรมไปเที่ยวยาวเหยียด หลายคนเปิดร้าน และอีกมากมายที่จะสรรหามาทำในช่วง 10 วันนี้
ปีนี้ฉันมีโอกาสได้ออกค่าย วึ่งมีชื่อว่า "ค่าย 72 ปีวนศาสตร์พัมนาชนบท"
เป็นค่ายที่ประทับใจมากอีกค่ายหนึ่ง รู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์จังเลย อิอิ
ค่ายนี้จัดที่ ศูนย์พัฒนาชาวเขา ตุเบ ตำบลขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตาก
เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยง ช่วงเวลาที่นั่นทำให้ได้เรียนรู้จักการอยุ่เพื่อผู้อื่น
การอยู่เพื่อสังคมอย่างไรไม่รู้...
ที่ตุเบ ไม่มีไฟฟ้า รถเข้าไปไม่ถึง ต้องเดินเข้าไป ทางลงเขาตลอดเส้นทางจนถึงหมู่บ้าน
นาทีแรกที่ไปถึงที่ตุเบ ฉันรู้สึกถึงความรู้สึกของคำที่ว่า "คนแปลกหน้า" ยังไงไม่รู้
ชาวบ้านที่นั่นมองเรา เหมือนเป็นตัวอะไรสักอย่างหนึ่ง เหมือนเป็นสิ่งอื่น สิ่งใหม่ที่เดินเตาะแตะเข้ามาในแผ่นดินของเขา
แต่นาทีนั้นแล้วฉันก้ทำอะไรไม่ได้ นอกจากส่งยิ้มไปให้ผุ้คนเหล่านั้น
เธอเชื่อไหมว่า...
รอยยิ้มกลายเป็นภาษาสากลที่แสดงถึงความเป็นมิตร ได้จริงๆ
แล้วฉันก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นขึ้น และพบสายตาของความเป็นมิตรมากขึ้น
ในวันที่ 1 2 3 และวันต่อๆมา
งานหลักของเราที่ตุเบคือการสร้างห้องส้วม...
นึกๆแล้วฉันยังอดห่วงไม่ได้ว่าห้องน้ำของเราจะกลายเป็นห้องน้ำร้างหรือเปล่า
ทำไมนะหรือ...?
ก็เพราะว่าทั้งหมู่บ้านมีห้องน้ำเพียงแห่งเดียวเท่านั้นคือที่โรงเรียน
ชาวตุเบเรียนรู้วิธีการปลดทุกข์ในป่า...ตั้งแต่หัดเดิน
วันหนึ่งที่เราสอนเด็กๆอยู่เด็กน้อยวิ่งออกไปนอกห้อง
ครูต้าเรียกไว้ว่าจะออกไปไหน เด็กน้อยหันมาทำหน้าเบี้ยวไม่พูดอะไรออกมา
อาจด้วยพูดไม่ออก พูดไม่เป็น หรือไม่เข้าใจคำถาม
แล้วเด็กน้อยก็วิ่งหายไปในพงหญ้าหน้าโรงเรียน
โดยมิได้สนใจที่จะวิ่งเข้าห้องน้ำที่มีอยู่เลย
5 วันกับการสร้างห้องน้ำที่ตุเบ เสร็จสิ้นลงไปอย่างไม่ค่อยจะสมบูรณืเท่าไหร่ทั้งความรู้สึกและตัวโครงสร้าง
ที่พูดอย่างนี้นั่นก็เพราะว่า
วันที่เราเดินออกมาจากตุเบ
ฉันไม่แน่ใจว่าน้ำที่ห้องน้ำจะระบายดีหรือเปล่า น้ำจะไหลหรือเปล่า
และผู้คนที่นั่นจะมาเข้าห้องน้ำของเราหรือเปล่า
และอีกอย่างคือการสร้างความคิดถึงให้ผุ้คนที่นั่นเสียแล้วสิ
วันที่เดินออกจากหมู่บ้าน เด้กกะเหรี่ยงตัวน้อยเดินมาส่งเราถึงถนนดำ
เด็กหนุ่มเอารถเครื่องมาขนของพวกเรา
และยืนมองเราจากมาอย่างอาวรณ์
ฉันและเพื่อคงมีชีวิตในเมืองอย่างผาสุกและแสวงหาต่อไป
แต่ไม่รู้ว่าเด็กๆและผู้คนที่นั่นจะลืมเราได้เมื่อไหร่
ทุกวันนี้ฉันยังจพแววตาใสๆของ "อัมพร" เพชฒฆาตเลือดเย็นแห่งตุเบ
วีรกรรมของสาวน้อยคนนี้ยังอยู่ในทุกความทรงจำของเรา
"สุภาพร"เด็กหญิงช่างคุย ที่อีกหน่อยจะกลายเป็นสาวน้อยน่ารักของตุเบ "ตุ๊มี" "พะเนทู"
"อรทัย" และเด็กสาวอีกหลายคน
และยังไม่ลืมน้ำใจของเด็กหนุ่มๆอย่าง แจะ สุทัศน์ อนุวัติ ประกอบ พะเกร่ดา สุเทพ และทุกๆคน
นอกจากคนตุเบแล้วเพื่อร่วมอุดมการ์ทั้ง 21 ชีวิต ก็เป็นคนที่ลืมไม่ลงเหมือนกัน
การร่วมทุกข์สุขของเรา จะทำให้จดจำไปอีกนาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนที่รู้สึกจะคุยภาษาเดียวกันที่นั่นอย่าง เมฮ์ ธีเฌอ และฮากวอ
หวังว่าคงได้เดินทางร่วมกันอีก
คงจะจริงอย่างที่เขาว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการเดินทางไม่ใช่จุดหมายปลายทาง
แต่คือ"ระหว่างทาง"ต่างหาก
และระหว่างทางนั้นของฉันมันก็ไม่มำให้การเดินทางเสียเวลาเลยจริงๆ
๑๔ มกราคม ๒๕๕๐
ห้องสีขาว...ใต้หลังคา
ที่เขียนโดยพิบูลย์ศักดิ์ ละครพล
จำได้ว่าตอนนั้นประทับใจมากๆ เรื่องราวของหนังสือ
ก็ไม่ได้จัดว่ามีสีสันหรือชวนติดตามเท่าใดนัก
เป็นเพียงการเขียนจดหมายเล่าเรื่อราวของตน
ระหว่างคนที่ชื่อ ลอม และรอน (ถ้าจำไม่ผิด)
คนหนึ่งอยู่เชียงใหม่และอีกคนอยู่กรุงเทพ
คนที่อยู่เชียงใหม่ก็เล่าเรื่องการเดินทางของตนที่พบกับอิสระเสรี
ส่วนอีกคนอยู่กรุงเทพ เป็นนักเขียน...
ทำงานอยู่ในสำนักพิมพ์เล็กๆ ในห้องที่เขาเรียกว่า
"ห้องสีขาวใต้หลังคา"
ถึงแม้ว่าเคยอ่านเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อนก็ยังพอที่จะจำได้ถึงบรรยากาศ
และกลิ่นอายของห้องสีขาวใต้หลังคาที่ว่า
หลายปีต่อจากนั้น...
เด็กหญิงในวันนั้นได้ใช้ชื่อของ"ห้องสีขาวใต้หลังคา"
เป็นฉากของการเล่าเรื่องราวของคนเอง
ในลักษณะของบันทึกประจำตัว
และต่อจากนั้นอีกเด็กหญิงเติบโตขึ้น
เธอก็ยังหวนรำลึกถึงบรรยกาศห้องสีขาวใต้หลังคาอยู่เสมอ
อีกครั้งหนึ่งที่อยู่กับความคิด และตัวเองนานๆอย่างวันนี้
ทำให้เกิดความรู้สึกอยากจะเขียนถึงเรื่องราวต่างๆ
ที่พานพบ และก็ทำให้คิดถึงเรื่องราวของ
ห้องสีขาวใต้หลังคาขึ้นมาอีกครั้ง
สำหรับฉันแล้วห้องสีขาวที่พูดถึงเสมอ
มันไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมที่มีสีขาว
แต่มันคือห้วงของความคะนึงของตัวตน
สีขาวของห้องคือความว่าง ความนิ่ง ของใจและกาย
แต่อาจจะไม่รวมถึงความนิ่งของอารมณื...
ส่วนห้องใต้หลังคา ในที่นี้ฉันอยากจะให้มันหมายถึง
สภาวะบีบเร้าทางกายและใจ
มันคือกรอบที่มองได้อีกหลายแบบ ส่วนที่ดีของการอยู่ในห้อง
สีขาวก็น่าจะเป็นความปลอดภัย ความสงบ ความว่าง
แต่ส่วนที่ฉันว่ามันไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ก็คือ
การจมอยู่กับสิ่งเดิมๆ บางทีการออกเดินทางจากห้องแห่งนี้
ก็อาจทำให้เกิดความสดชื่นของหัวใจได้เหมือนกัน
ในทางเดียวกัน...
ขนานกับมิติแห่งความคิด ในโลกที่เป็นไป
ฉันก็ยังอยู่ในห้องสีขาวใต้หลังคา
นึกฝันถึงความฝันโง่ๆ ที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา
รู้สึกผิดหวังจากการปฏิเสธไม่เข้าร่วม
ค่ายสุดท้ายของสารคดี
รู้สึกเหมือนตัวเองได้ปล่อยโอกาสที่พยายามไขว่คว้า
มาตลอดชีวิตให้หลุดลอยออกไป...
ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แย่พอสมควรเลยล่ะ...
แต่คงไม่ดีแน่ถ้าจะมามัวโทษตัวเองและหมดอาลัยตายอยากอยู่อย่างนี้
โอกาสนั้นมันก็คงไม่หวนกลับมาอีกแล้ว
และที่สำคัญมันก็เป็นการตัดสินใจของฉันเองนี่นา
แต่ตอนนี้ ควรจะทำอะไรสักอย่างกับชีวิต
หรือว่าจะปล่อยความฝัน
ให้เป็นเพียงแค่"ความฝันโง่ๆ"เท่านั้นเอง
๑๓ มกราคม ๒๕๕๐
ปิล็อก...ในทรงจำ
เมื่อพูดถึงปิล็อกหรือเหมืองปิล็อกน้อยคนนักที่จะรู้จักว่าคำนี้คืออะไร หลายคนพยักหน้าว่ารู้จักแล้วจินตนาการถึงประสบการณ์ของตนกับปิล็อก สำหรับฉันรู้จักปิล็อกครั้งแรกจากหนังสือที่ชื่อว่า “ให้ความรักนำทาง” ของสำนักพิมพ์สารคดี ปิล็อกในจินตนาการผ่านตัวหนังสือคือดินแดนในฝันที่งดงาม และฉันตั้งใจว่าจะได้มีโอกาสไปที่นั่นในสักวัน
....................................................และแล้วฉันก็มีโอกาสเดินทางไปปิล็อกในหลายเดือนต่อมา การเดินทางครั้งนี้ฉันมีเพื่อนร่วมทางเพียงหนึ่งคนกับสัมภาระใบย่อมบนหลังและที่สำคัญ กล้องคู่ใจ การเดินทางไปปิล็อกไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัวอย่างเรา แรกเริ่มเดิมทีเราตั้งเข็มไว้ว่าจะโบกรถตลอดการเดินทางแต่ที่นั่นไกลเกินที่จะมีรถนักท่องเที่ยวคันไหนไปถึง ที่สุดเราจึงจำต้องพึ่งรถ “อีต่อง”
รถอีต่องเป็นรถสองแถว สีเหลืองคันเก่า ๆ สาย อีต่อง – ทองผาภูมิ วิ่งเพียงสองเที่ยวต่อวันคือช่วงเช้าและช่วงบ่าย นับว่าเป็นโชคดีของเราที่ทันขึ้นรถเที่ยวสุดท้ายของวัน ชื่ออีต่อง คือชื่อหมู่บ้านที่เป็นที่ตั้งของเหมืองปิล็อก ที่ที่เราจะไปนั่นเอง
ตลอดทางสายอีต่อง – ทองผาภูมิชุ่มฉ่ำไปด้วยสายฝนตลอดเวลา เนื่องจากช่วงที่เราไปเป็นฤดูฝน คนบนรถเล่าให้ฟังว่าที่นี่ฝนจะตกแทบทุกวัน ปีหนึ่งจะมีฝนถึง 8 เดือน จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ตากผ้าไม่เคยแห้ง เส้นทางชัน แคบและคดเคี้ยว ทำให้รถแล่นไปอย่างช้าๆ ทำให้มีเวลาชื่นชมธรรมชาติสองข้างทางอย่างพอใจ สองข้างทางเป็นป่าดงดิบเขา และดงดิบชื้นเสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีฝนตกชุกตลอดทั้งปี
..................................................................
เราถึงอีต่อง ในสองชั่วโมงต่อมา ด้วยระยะทาง 70 กิโลเมตรจากอำเภอทองผาภูมิหมู่บ้านอีต่องเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่ชายแดนไทย พม่า โอบล้อมด้วยขุนเขาตระนาวศรี คนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนพม่า
พูดภาษาพม่า แต่ก็มีคนไทยที่ไปตั้งรกรากอยู่จำนวนไม่น้อยเช่นกัน
ขนของลงจากรถอีต่อง
อีต่องเป็นที่ตั้งของเหมืองแร่ปิล็อก คนทั่วไปจะรู้จักที่นั่นในนามของปิล็อก ด้วยเหตุว่าเป็นชื่อที่สะดุดหูมากกว่าคำว่าอีต่อง ภาพของปิล็อกในจินตนาการตอนแรกคือความงดงาม แต่ไม่รู้ว่าในความงดงามที่ว่านั้นเป็นอย่างไร ทันทีที่ไปถึงฉันตื่นตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า ภาพของหมู่บ้านเล็กๆที่รายล้อมด้วยภูเขาสูงตระหง่าน ชุ่มฉ่ำด้วยสายฝนที่ตกอยู่เกือบตลอดเวลา และมีหมอกพัดมาปกคลุมในบางที ช่างเป็นภาพที่งดงามน่าประทับใจจริงๆ
คนส่วนใหญ่ที่นั่นนับถือศาสนาพุทธเห็นได้จากมีวัดเหมืองปิล็อกที่กว้างใหญ่ มีโรงเรียนเหมืองแร่อีต่อง เป็นโรงเรียนประถมประจำหมู่บ้าน ที่นี่เราพบเพื่อนตัวน้อย ด.ช.จุ๊น และที่นี่อีกเหมือนกันที่เป็นที่นอนของเราในคืนนี้
วัดเหมืองแร่อีต่อง
เราได้เจ้าของบ้านตัวน้อยนำชมเมืองอีต่อง การตั้งบ้านเรือนเป็นกระจุกกลางหุบเขาทำให้เมืองชายแดนแห่งนี้ดูอบอุ่นและปลอดภัย จุดเชื่อมความสัมพันธ์นิรันดรระว่างไทย พม่า เป็นสัญลักษณ์แสดงอาณาเขตของชาติไทย และพม่า เป็นที่แบ่งสัญชาติ เชื้อชาติ การเมือง การปกครอง ในทางนิตินัย แต่ในทางพฤตินัยแล้วคนที่นี่หาได้แบ่งแยกเช่นธงชาติไม่
จุดประสานสัมพันธ์ไมตรีนิจนิรันดร์ ไทย -เมียนมาร์ (ฉันกับเพื่อนตัวน้อย)
เหมืองแร่ปิล็อกเป็นอีกที่หนึ่งที่ต้องไปเยือน เพราะเป็นสาเหตุให้เราต้องเดินทางมาในครั้งนี้
เหมืองแร่ปิล็อก ถูกปิดล็อกไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน แร่ที่ได้จากเหมืองคือวุลเฟรม และดีบุกดำเนินการโดยองค์การเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ปัจจุบันเหมืองแร่แห่งนี้กลายเป็นเหมืองร้างที่มีคนเฝ้าอยู่เพียงหนึ่งคน และกำลังจะกลายเป็นพิพิธพันธ์ในอนาคตอันใกล้นี้
เหมืองแร่ปิล็อก
.................................................................................
การเดินทางครั้งนี้นับว่าเป็นการเดินทางตามหาความใฝ่ฝันอีกครั้งของตัวฉันเอง และเพื่อนร่วมทางของฉันคงมีความรู้สึกเช่นเดียวกันนี้ การเดินทางไปต่างที่ ต่างถิ่น ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ท้าทายและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน แต่เมื่อมีความรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาฉันมักคิดถึง คติการเดินทางที่ว่า “ดวงตะวันมีความหมายต่อดอกไม้ฉันใด รอยยิ้มย่อมมีความหมายต่อมนุษยชาติฉันนั้น” และใช้รอยยิ้มเป็นใบเบิกทาง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ฉันได้รับมิตรภาพและรอยยิ้มที่ใสซื่อของคนปิล็อกตอบแทนจากใบเบิกทางที่พกติดตัวไปกรุงเทพ
มิถุนายน 2549
ที่นั่นฉันเรียกมันว่า...บ้าน
แต่ก็ นั่นแหละ ผลัดวันมาเรื่อยๆจนลืมๆไป
ผ่านช่วงปีใหม่มาได้สิบกว่าวันแล้ว
ปีนี้บรรยากาศปีใหม่สำหรับฉัน มีความสุขเป็นพิเศษ
เพราะเจอเพื่อนเก่าๆ สมัยเรียนมัธยมปลาย ได้อยู่บ้าน
ที่รู้สึกเหมือนจะจากมานาน.....
การเดินทางกลับบ้านในปีนี้ แตกต่างจากทุกครั้ง
ตั้งแต่การเริ่มออกโบยบินในโลกกว้าง การกลับไปที่ที่เรียกว่า "บ้าน"
ทุกครั้งคือการไปเยือนเพื่อกลับมา
แต่ในครั้งนี้ฉันไปอยู่ ไม่ใช่การเยือนเหมือนหลายครั้ง
แล้วการเยือน กับ การอยู่มันแตกต่างกันอย่างไร?
สำหรับฉันแล้ว การเยือนคือการไป เพื่อให้รู้ว่าไป
ความตั้งใจที่จะทำอะไรให้มันดีขึ้นไม่มี
แต่การอยู่คือการละเลียดความรู้สึก รักและผูกพัน
กับสิ่งเก่าๆสิ่งเดิมๆหรือพูดให้ง่ายๆก็คือ ...
การกลับไปสู่ความอบอุ่นเดิมๆ นั่นเอง
เมื่อพุดถึงบ้าน แล้วทำให้นึกถึงความเงียบ ง่าย ความสบายกาย
สบายใจ ความสงบ การไม่แก่งแย่งแข่งขัน
เมืองในหุบเขา ที่ใครหลายบอกต่อถึงมนต์เสน่ห์แห่งล้านนา
สำหรับฉันแล้ว มันคือเรือนตาย เลยทีเดียวล่ะ
ที่ที่เรียกว่า"บ้าน"มันมีมากกว่า ความอบอุ่น นะฉันว่า
เพราะนอกจากพ่อแม่ พี่น้องแล้ว ยังมีเพื่อนๆ ด้วย
เพื่อนๆก้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันจากมา นานเท่ากับ "บ้าน"
"เพื่อน" สำหรับฉันแล้วก็แยกได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนประถม
ซึ่งตอนนี้แต่งงานเกือบหมดแล้ว...
เพื่อนมัธยมต้น บางคนยังคบกันมาถึงตอนนี้แต่บางคนไม่เคยพบกันอีกเลย
นับจากจบการศึกาจากสถาบันแห่งนั้น "น่านคริสเตียนศึกษา"
เพื่อน ม.ปลาย เพื่อนช่วงนี้เค้าว่ากันว่า จะจีรังที่สุด
เพราะเป็นช่วงแห่งการเติบโตและฝ่าฟัน ในช่วงที่ชีวิตโดนคลื่นซัดกระหน่ำ
๗งทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจกัน รักกัน ผูกพันกัน
ซึ่งก้เป็นโชคอันดีของฉันเองทที่มีเพื่อน ม.ปลายที่น่ารัก
และยังรักกันมาถึงวันนี้ ซึ่งเรามีด้วยกันเกือบ 10 คน
ในปีนี้รวมตัวกันสังสรรค์ฉลองการพบกันอีกครั้ง...
ซึ่งเรามีการสังสรรค์กันอย่างนี้ทุกปี แต่ส่วนตัวฉันแล้ว
ปีนี้เป็นครั้งที่ 2
ครั้งแรก เมื่อตอนปี 1 ช่วงแรกของการเดินทาง...
2 ปีหลังจากนั้นฉันไม่ได้กลับบ้าน
และครั้งนี้ ตอนปี 4 ที่เพื่อนๆทุกคนจะเรียนจบปริญญาตรี
แต่สำหรับฉันยังต่อสู้อีกปี...
การพบกันครั้งนี้ เพื่อนของฉันเติบโตขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น
ผอมลง อ้วนขึ้น สวยขึ้น หล่อขึ้น
แต่ที่รู้สึกจะยังเหมือนเดิม ก็คือ "ความรักความผูกพันของเรา"
1 อาทิตย์กับการกลับบ้าน เหมือนเป็นการเติมไฟแห่งชีวิต
ให้เดินทางต่อไป ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป
สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เด็กๆ(หลาน) โตขึ้นจนแทบจำไม่ได้
ปู่ จากไปเมื่อกลางปี อีกหนึ่งเดือนต่อมา ลูกสาวของป้าก็จากไปอีกคน
หลานกลายเป็นเด็กกำพร้า...
แต่ทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไป
ฉันเก็บทุกอย่างที่ขนไปจากกรุงเทพใส่กระเป๋า
เก็บความฝันเดิมๆที่ค้างคาระหว่างทางมารวมกัน
เป็นความฝันก้อนใหญ่
ที่แบกมาแทบจะไม่ไหว ฮ่าๆๆๆ
ที่ บขส เมืองน่าน...
คนหนุ่มคนสาวบ้านเราเตรียมตัวเดินทางเข้าเมืองใหญ่
ทั้งกรุงเทพ เชียงใหม่ ฯ ฉันก็คืออีกหนึ่งในนั้น
คนเหล่านี้ เดินทางเพื่อการศึกษา ที่ไม่รู้ว่าต่อไปชีวิตจะเป็นอย่างไร
เพื่อการทำงาน ที่หวังจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม
แล้วทุกคนก้เรียกชีวิตอย่างนี้ว่า "ชีวิตที่ดี"
แต่สำหรับฉันแล้ว ท่ามกลางบรรยากาศอลม่าน ของสถานีขนส่ง
มันกลับทำให้ความรู้สึกห่อเหี่ยว
ความรู้สึก แปลกแยก
ฉันให้ทุกคนที่มาส่งกลับไปก่อนที่ รถจะออกนานพอสมควร
ส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากให้ใครยุ่งยากลำบาก แต่อีกอย่าง
คือความรู้สึกประดังประเดเข้ามา
พลันคำถาม ก้เกิดขึ้นมาว่า
"เพื่ออะไร"
"เพื่ออะไร"เป็นคำถามที่สั้นๆแต่รู้สึกว่ามันตอบยากนะ
ในโอกาสเช่นนี้
มาเรียนหนังสือเพื่ออะไร ?
- เพื่อความสำเร็จ เพื่ออะไร?????
....
ฉันกลับมาถึงเมืองหลวงอีกครั้ง...
ท่ามกลางความหวาดผวาของคนเมืองใหญ่
ในเรื่องระเบิดที่เกิดในคืนวันสิ้นสุดของ ปี 2549
คนเหล่านั้นเขาทำ "เพื่ออะไร"...
คงไม่มีคำตอยบที่ดีในที่นี้ว่าทุกสิ่งในโลกเกิดขึ้นเพื่ออะไร
เพราะทุกอย่างที่เป็นไปมันมีที่มาและที่ไปในตัวของมันเอง
อย่ามามัวเสียเวลาอยู่กับการหาความหมาย
ในคำบางคำที่ดูไร้สาระอยู่เลย
แต่ควรที่จะเริ่มต้นทำความฝันโง่ๆ ที่แบกมาเต็มกระเป๋า
ทำให้เป็นความจริงดีกว่า...